
'กรมศิลป์'จี้หยุดรื้อศาลฎีกา
'กรมศิลป์' งัดกม.ให้หยุดรื้อถอนตึกศาลฎีกา ทุบโดยไม่ได้อนุญาต จำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสนบาท
21 ธ.ค. 55 นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ความคืบหน้ากรณีศาลฎีกาดำเนินการรื้อถอนอาคารเก่า 2 หลัง ซึ่งหลังแรกเป็นอาคารศาลยุติธรรม ตั้งอยู่บริเวณหลังอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หลังที่ 2 เป็นศาลอาญากรุงเทพใต้ อยู่ติดกับคลองหลอด ซึ่งทั้ง 2 อาคารถือว่าเป็นโบราณสถานมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนากฎหมาย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศมอบรางวัลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ เมื่อปี 2550 และรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปี 2552
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อไปว่า กรณีที่มีการกล่าวชี้แจงจากศาลฎีกาว่าทางกรมศิลปากรไม่ได้มีการคัดค้านทุบอาคารทั้ง 2 หลังนั้น ไม่เป็นเรื่องจริง ตนได้สอบถามไปยังอดีตอธิบดี ผู้บริหารกรมศิลปากรหลายท่าน กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้คัดค้านไปแล้วแต่ไม่เป็นผล อีกทั้งเมื่อปี 2552 ทางกรมศิลปากรได้ทำหนังสือแจ้งไปยังศาลฎีกาแล้วว่า ทั้ง 2 อาคารถือเป็นโบราณสถานโดยตัวเอง เป็นอาคารที่ควรอนุรักษ์และเป็นโบราณสถานชัดเจน เทียบเท่าโบราณสถานที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน ต้องได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 (แก้ไขเพิ่มเติม 2535) เพราะฉะนั้นการรื้อ การทำลาย ตกแต่งต่อเติมต้องขออนุญาตกรมศิลปากร หากใครฝ่าฝืนกรณีโบราณสถานที่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีโทษสูงสุดจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสนบาท กรณีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีโทษสูงสุด 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่กรณีอาคารศาลฎีกากรมศิลปากรไม่เคยได้รับหนังสือขออนุญาตมาเลย แต่กลับมีการทุบรื้อถอน ขณะนี้ตนได้ลงนามในหนังสือแจ้งไปยังศาลฎีกาขอให้ระงับการรื้อถอนก่อน
นายสหวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า ตามหลักการในพ.ร.บ.โบราณสถานฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า โบราณสถาน คืออสังหาริมทรัพย์ที่มีอายุเก่าแก่ สถาปัตยกรรมมีประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ให้ถือเป็นโบราณสถานไว้ก่อน หากตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะจะมีการตรวจสอบข้อมูลความสำคัญ ประวัติ ถ่ายภาพ ทำแผนผัง ส่งมายังสำนักโบราณคดีตรวจสอบอีกครั้ง หากเห็นชอบเสนอต่ออธิบดีกรมศิลปากรลงนามและส่งต่อให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อปกป้องคุ้มครองอนุรักษ์รักษาไว้ แต่หากโบราณสถานตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเจ้าของ เช่น เอกชน วัด จะต้องแจ้งเจ้าของก่อนว่าจะมีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน หากไม่ยินยอมสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้
"ศาลมีคำพิพากษาเช่นไรทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามเช่นนั้น ไม่ให้ขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรจะหยุดทันที หากศาลเห็นชอบกรมศิลปากรจะเดินหน้าต่อเข้าสู่กระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น สิ่งก่อสร้างทุกแห่งเมื่อเข้าข่ายการเป็นโบราณสถาน ไม่ว่าโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ขึ้นทะเบียน ถือว่าได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.โบราณสถานฯทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม กรณีโบราณสถานบางแห่งที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเพราะกระบวนการตรวจสอบต้องถูกต้องชัดเจน ภายใน 1 ปี กรมศิลปากรสามารถประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้เพียง 100 กว่าแห่ง ขณะที่มีโบราณสถานที่อยู่ในบัญชีอีก 8,000 แห่ง ทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการหรือแจ้งผู้ครอบครองให้รับทราบและยินยอมเข้าสู่กระบวนการการประกาศเป็นโบราณสถาน"



