
'โรคหัวใจ'ของไทยยังพุ่งสูง
โรคหัวใจของไทยยังพุ่งสูง อายุน้อยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ : โดย...ทีมข่าวสาธารณสุข
หลังเปิดตัวโครงการ "คืนเสียงหัวเราะให้หัวใจ"เพื่อตอบแทนสังคมในฐานะหน่วยงานให้บริการด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพภาคตะวันออกทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี และโรงพยาบาลกรุงเทพตราด ล่าสุดได้เสร็จสิ้นการตรวจคัดกรองผู้ป่วยยากไร้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในภาคตะวันออกจำนวนทั้งสิ้น 555 ราย เตรียมพิจารณาผู้ป่วยที่จะมีสิทธิเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ 5 รายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ด้านสถานการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย มีสถิติผู้เสียชีวิตมากถึงชั่วโมงละ 4 ราย นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากอุบัติเหตุและโรคมะเร็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าปัจจุบันสถิติผู้ป่วยโรคหัวใจมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่าในรอบ 10 ปี ในขณะที่องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่า 17 ล้านคนทั่วโลก นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าปี จะมีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 ล้านคนทั่วโลก
นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เปิดเผยว่า ในอดีตโรคหัวใจคือสาเหตุอันดับแรกที่คร่าชีวิตคนไทย แต่ด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการที่ก้าวหน้าในการรักษา จึงทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจมีแนวโน้มลดลง แต่จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มการพบโรคในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคหัวใจที่เคยพบ โดยล่าสุดตรวจพบผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดมีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น
ผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 1.กลุ่มโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด มักพบอาการลิ้นหัวใจรั่ว และผนังกั้นหัวใจรั่ว ซึ่งสามารถตรวจพบและทำการรักษาได้ตั้งแต่แรกเกิด 2.กลุ่มโรคลิ้นหัวใจพิการ เกิดจากพังผืดหรือหินปูนยึดเกาะลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจไม่สามารถเปิดปิดได้ตามปกติ ส่งผลให้ระบบสูบฉีดโลหิตทำงานไม่เต็มที่ อาการเหล่านี้แบ่งเป็นโรคลิ้นหัวใจรูมาติก ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 25-30 ปี และโรคลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพที่พบมากในผู้สูงอายุ
โดยสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยาไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยน หรือซ่อมลิ้นหัวใจ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ 3.กลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีจำนวนมากถึงประมาณร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งหมด และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากที่สุด เป็นสาเหตุของหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และหัวใจล้มเหลว มักพบในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ผู้ที่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ผู้ที่มีความเครียด และผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ สถิติผู้ป่วยทั่วประเทศในปี 2553 ในเพศชายจากเดิมพบมากในช่วงอายุ 60-70 ปี
ปัจจุบันสามารถพบได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุ 45-50 ปีในอัตราที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับเพศหญิงมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบถือว่าเป็นกลุ่มที่อันตรายมากที่สุด เพราะส่วนมากมักมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือในผู้ป่วยเบาหวานกว่าครึ่งหนึ่งจะไม่แสดงอาการเลย ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามักมีอาการขั้นรุนแรงและมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจหมั่นตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปี
นอกจากนี้ ควรสังเกตสัญญาณอันตรายของหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้แก่ อาการเหนื่อยง่าย มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เวลาออกกำลังกายหรือหัวใจทำงานหนัก โดยจะมีลักษณะเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มแทงจากกลางอกไปยังด้านซ้าย อาจเจ็บร้าวไปถึงรักแร้ แขน ต้นคอ หลัง ขากรรไกร ซึ่งระยะเวลาของอาการเจ็บแน่นเพราะหัวใจขาดเลือดจะไม่เกิน 15 นาทีแล้วหายไปเอง ต่างจากการเจ็บแน่นเนื่องจากกรดไหลย้อนหรือแผลในกระเพาะอาหาร ที่จะมีระยะเวลานานกว่านั้น
การตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ จะช่วยควบคุมความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา และลดอัตราการเสียชีวิตได้ แต่สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงด้วยการรับประทานอาหารไขมันต่ำ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง อย่างต่ำครั้งละ 30 นาทีต่อเนื่องกัน หลีกเลี่ยงความเครียด การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
โครงการ "คืนเสียงหัวเราะให้หัวใจ" จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงอันตรายของโรคหัวใจ และตอบแทนสังคมด้วยการตรวจคัดกรองผู้ป่วยยากไร้ในภาคตะวันออกที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยวิธีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากพบว่ามีความผิดปกติจะส่งเข้าสู่กระบวนการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย หรือการตรวจอัลตร้าซาวนด์หัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อเข้ารับการรักษาโรคหัวใจที่ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาที่มีพร้อมความสมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันออก โดยจะพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย อาทิ วิธีการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนหรือขดลวด และจะทำการรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ป่วยยากไร้ทั้ง 5 รายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมนี้
ที่ผ่านมา กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาในภาคตะวันออก ได้ให้ความสำคัญต่องานบริการสังคมมาอย่างต่อเนื่อง และได้จัดโครงการบริการด้านสาธารณสุขให้แก่ชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นรณรงค์ป้องกันมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งในสตรี การตรวจสุขภาพสตรีในชุมชน การมอบเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย รวมทั้งการบริจาคโลหิตที่จัดเป็นประจำทุกไตรมาส
.................................................
(โรคหัวใจของไทยยังพุ่งสูง อายุน้อยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ : โดย...ทีมข่าวสาธารณสุข )



