ไลฟ์สไตล์

เปิดแนวรุกจี้รัฐฝ่าวิกฤติราคายาง

เปิดแนวรุกจี้รัฐฝ่าวิกฤติราคายาง

17 ธ.ค. 2555

เปิดแนวรุกจี้รัฐ..ฝ่าวิกฤติราคายาง ก่อนเป็น 'มะเร็งร้าย' ที่มีแต่ทรุดลง : โดย...ดลมนัส กาเจ

                         แม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารามา 2 ระลอก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะระลอกสองวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 จะสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 มีนาคม 2556 โดยมีเงื่อนไขเบิกจ่ายครั้งละ 5,000 ล้านบาท แต่ราคายางพาราในพื้นที่วันนี้ยังไม่กระเตื้องขึ้น เกษตรกรขายได้จริงในพื้นที่อยู่ที่ กก.ละ 72-78 บาทเท่านั้น

                         กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 มีการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา (International Tripartite Rubber Council : ITRC) ของบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด หรือไอโค (IRCo) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ กะรน จ.ภูเก็ต ที่มีประเทศสมาชิก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย เพื่อมุ่งหารือและติดตามมาตรการรักษาเสถียรภาพยางพาราและบูรณาการการทำงานของทั้ง 3 ประเทศในการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ แต่ดูเหมือนว่าเป็นการหารือในหลักการมากกว่า แต่ไม่มีมาตรการที่ชัดเจนออกมา ที่นอกเสียจากแนวทางเท่านั้น

                         เห็นได้จาก นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับผิดชอบด้านยางพารา ในฐานะรัฐมนตรีฝ่ายไทย ระบุว่า การประชุมสภาความร่วมมือด้านยางพาราของ 3 ประเทศครั้งนี้ มีการหารือเกี่ยวกับแนวทางควบคุมปริมาณยางพาราที่จะเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งจากการพูดคุยกับรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียที่รับผิดชอบเรื่องยางพารา ได้เสนอเรื่องการกำหนดราคาขั้นต่ำและราคาขั้นสูงของราคายางพารา และมีแนวคิดเรื่องการตั้งตลาดกลางยางพาราของสามประเทศ เพื่อจะได้กำหนดราคาได้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะตั้งอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                         ขณะที่ภาคเอกชนในนามสภาการยางพาราแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เดินหน้ารุกให้รัฐบาลทบทวนนโยบายแก้ปัญหายางพารา เนื่องจากเกรงว่าอาจกลายเป็นมะเร็งร้ายเรื้อรังในวงการยางพาราที่ยืดเยื้อเป็นเวลายาวนานในอนาคต

                         นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางพาราแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราภาคใต้พร้อมด้วยผู้ประกอบการยางพาราทั่วประเทศ ได้เข้าพบนายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราที่เรื้อรังมากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐได้ออกนโยบายจำกัดการส่งออกยางพารา แต่ต้องการผลักดันให้ยางราคาสูงขึ้น ถือเป็นนโยบายที่สวนทางกันและมีความขัดแย้งกันในตัวเอง 

                         นอกจากนี้ยังพบว่า แนวทางของนโยบายที่ใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก และยังขัดต่อหลักการส่งออก จะเห็นจากตัวเลขของกรมศุลกากรภาคใต้ระบุว่า มูลค่ายางในช่วงเวลาเดียวกันต้องประสบความล้มเหลว มูลค่าการส่งออกลดฮวบลงถึง 31% ส่งผลต่อภาพรวมของจีดีพี และยังพบว่าเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง

                         ดังนั้นจึงขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา ด้วยการใช้ตลาดกลางยางพารา 6 แห่ง อาทิ ที่ จ.สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชหนองคาย บุรีรัมย์ และระยอง เพราะเป็นการซื้อ-ขายในตลาดที่ได้ประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ รวมทั้งใช้ตลาดประมูลยางพาราระดับท้องถิ่นของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ทั้ง 108 ตลาด เป็นจุดรับซื้อยางตามโครงการ และให้มีการซื้อยางจากเกษตรกรทุกราย รายละไม่เกิน 15 ไร่ต่อครั้งต่อรอบ และปรับอัตราการจัดเก็บเงินภาษียางส่งออกยาง หรือเซสส์ (CESS) ให้เท่ากับมาเลเซียและอินเดีย คือ กก.ละ 1.40 บาท เพราะอินโดนีเซีย และอีกประมาณ 20 ประเทศทั่วโลกไม่มีการเก็บภาษียางส่งออกที่ว่านี้

                         "นโยบายยางในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เอื้อประโยชน์พวกพ้องของตนหลายเรื่อง ซึ่งในวงการยางพารารู้ตัวดีว่าเป็นใคร และกระทำการในเรื่องใดอย่างไรบ้าง เช่นมีการลักลอบขโมยยางส่งออกตั้งแต่กองทัพมดผ่านชายแดน และขโมยส่งออกทางทะเลในปริมาณครั้งละมากๆ ผ่านด่านศุลกากรโดยใช้ใบควบคุมยางหมุนเวียนนับเป็นชนวนเหตุบ่อนทำลายวงการยางพาราทั้งระบบ และหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายเรื้อรังเหมือนมะเร็งร้ายที่มีแต่วันทรุดลง จึงขอให้ภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน" นายอุทัย กล่าว

                         ด้าน นายเดชา มีสวน เลขาธิการสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า อยากให้มีคำนวณต้นทุนการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย แล้วนำมาเป็นราคาอ้างอิงในการที่จะเข้าช่วยเหลือชาวสวนยางตามโครงการของรัฐบาลว่าควรจะเป็นเท่าไรอย่างมีเหตุผลมากขึ้น เนื่องจากราคายางที่ยอมรับได้ของสภาความร่วมมือยางระหว่างประเทศ อยู่ที่ กก.ละ 2.70 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ กก.ละ 82-85 บาท รวมทั้งให้มีการใช้ประโยชน์จากตลาดกลางยางพาราให้มากขึ้น ให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลกในการอ้างอิงราคา และเห็นด้วยที่จะให้ปรับการจัดเก็บภาษียางส่งออก หรือเซสส์ เป็นอัตราเดียว คือ กก.ละ 1.40 บาท

                         สอดคล้องแนวคิดของ นายสุเทพ เตชานุรักษ์ กรรมการบริหารสมาคมน้ำยางข้นไทย ที่เสนอแนะการจัดเก็บเงินภาษียางส่งออก กก.ละ 1.40 บาท เพราะอัตราที่เรียกเก็บอยู่ในปัจจุบันสูงเกินไป ทำให้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และขอให้รัฐทบทวนโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เพราะราคายางในตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 77-78 บาทเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลประกาศรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

                         ขณะที่ นายสุวิทย์ ใหม่ธิ ประธานเครือข่ายชาวสวนยางเขตภาคเหนือตอนบน สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรชาวสวนยางในภาคเหนือส่วนใหญ่จะขายเป็นยางก้อน ไม่ทำยางแผ่น เพราะใช้เวลาไปในการทำนา/ทำไร่ จึงให้เกษตรกรขายยางก้อนได้ในราคาที่เป็นธรรมมากกว่าเดิม และควรส่งเสริมให้เกษตรกรทำยางเครพ หรือยางอัดก้อน รวมทั้งขอให้รัฐส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ในเรื่องกิจการยาง และเพิ่มหลักสูตรวิชายางในมหาวิทยาลัยด้วย

                         นี่เป็นเสียงสะท้อนของผู้ที่อยู่ในวงการยางพาราอย่างแท้จริง ที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อชี้แนวทางในการแก้ปัญหาราคายางพาราที่นับวันจะต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะกลายเป็นมะเร็งร้ายในวงการยางพาราไทย ที่นับวันจะทรุดลงเรื่อยๆ

 

 

--------------------

(เปิดแนวรุกจี้รัฐ..ฝ่าวิกฤติราคายาง ก่อนเป็น 'มะเร็งร้าย' ที่มีแต่ทรุดลง : โดย...ดลมนัส  กาเจ)