
'หมอ'ชี้เหตุยิงร.ร.มะกันมาจากจิตป่วย
'หมอ'เหตุกราดยิงในร.ร.มะกันมาจากจิตป่วย เพื่อกลบแผลในใจ เตือน'คนไทย'อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ยกเหตุมาจากความเครียดภาวะแวดล้อมมาก
16 ธ.ค.55 จากกรณีเกิดเหตุอันน่าเศร้าสลด เมื่อหนุ่มวัยรุ่นอเมริกันก่อเหตุกระหน่ำยิงเด็กนักเรียนชั้นประถม รวมถึงผู้ใหญ่ ตายไปถึง 27 ราย ในรัฐคอนเนคทิคัต ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้หลายฝ่ายหวั่นจะเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ห่วงใยถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีคำแนะนำดี ๆ ตลอดจนวิธีการสังเกตพฤติกรรมคนใกล้ตัว เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันตัวและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในอนาคต
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ตนอยากฝากข้อคิดไว้ว่า ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 กลุ่มที่รู้สึกถึงปีที่ผ่านไป โดยกลุ่มแรก คือ คนที่รู้สึกเหมือนคนทั่วๆ ไปมียินดี มีเฉยๆ บ้าง ส่วนอีกกลุ่ม คือ คนที่อยากให้ผ่านไปเร็วๆ เพราะรู้สึกชีวิตสิ้นหวังเหลือเกินแล้วจะอยู่หรือตายก็ใกล้ๆ กัน คนกลุ่มหลังน่าห่วงเพราะมันเป็นอาการหนึ่งของ “ซึมเศร้าแฝง” ที่อาจกระตุ้นให้คนคนนั้นทำร้ายตัวเองหรือดึงคนอื่นไปเป็นอันตรายด้วยก็ได้ ทั้งนี้ในบ้านเมืองเราก็มีผู้ที่เครียดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาก ถ้าเป็นมากเข้าก็จะมีอาการจิตป่วยซึมเศร้า , หดหู่ไปจนถึงก้าวร้าวได้ เรียกว่าป่วยด้วยปมแค้นสังคม แล้วก็อยากแก้แค้นให้สาสมใจทำร้ายใครไม่ได้ก็ทำร้ายตัวเอง เช่น การอดอาหาร ไม่กินยา ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ไปทำงาน ฯลฯ แต่ถ้ามีความก้าวร้าวและชอบรุนแรงอยู่ในดวงจิตด้วยแล้วก็อาจไม่หยุดแค่นั้นคนกลุ่มนี้มีแรงขับสูงเป็นพลังก้าวร้าวที่อยู่ในตัวก็จะลามไปถึงขั้นฆ่าคนอื่นที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อได้เพื่อให้สะใจในการแก้แค้นสังคม
"ในฐานะนักค้นคว้าประวัติศาสตร์คนหนึ่ง รู้ดีว่าเหตุการณ์สะเทือนใจสามารถกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกได้ จึงอยากให้เข้าใจและรู้ทันไว้ก่อนเป็นการไม่ประมาท" นพ.กฤษดา กล่าว
นพ.กฤษดา กล่าวต่อว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องเศร้า ข่าวร้ายและความรุนแรงเป็นของชอบของหลายคน เพราะมันสนองสัญชาตญาณดิบส่วนลึกของเรา มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณดิบอยู่ในสมอง โดยสมองส่วนเถื่อนถ้ำนี้อยู่ลึกและถูกกดไว้โดยเปลือกสมองที่ศิวิไลซ์กว่า ดังนั้นเรื่องประเภทข่าวร้ายหน้าหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่แตะสมองคนได้มากกว่าอย่างไม่น่าแปลกใจ ไม่ใช่ความผิดปกติแต่หากชอบจนติดหรือถึงขั้นใฝ่ฝันอยากเป็นผู้ร้ายเสียเองนั่นจึงจะเรียกว่าร้ายของจริง
“ แม้คนเราจะแอบมีจิต “ซาดิสม์” อยู่ลึกๆบ้างแต่ในวิญญูชนมันจะถูกเก็บกวาดออกไปหมดครับ ด้วยสมองส่วนเหตุและผลที่เบื้องบนท่านประทานมา ดังนั้นจะว่าความโหดร้ายเป็นเรื่องธรรมดาก็คงไม่ใช่แน่นอน คนที่มีสิทธิ์จะทำเรื่องเลวร้ายที่สุดจาก “จิตสั่ง” อาจเป็นคนบุคลิกเรียบร้อย ไม่มีปากเสียง หน้านิ่ง แต่วันหนึ่งก็กระโดดโผงขึ้นมาฆ่าคนอย่างเป็นผักปลาไปก็ได้” นพ.กฤษดา กล่าว
นพ.กฤษดา แนะถึงเทคนิคสังเกตคนที่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงไว้คือ 1.เป็นคนมีปม มนุษย์เราย่อมมีปมในใจด้วยกันแต่ในคนที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องรุนแรงโหดร้ายอย่างฆ่ามนุษย์บริสุทธิ์โดยที่ไม่เคยรู้จักกันได้ จะต้องมีปมในใจชนิดไม่ธรรมดา บางคนอาจมีปมที่บ้านว่า เกิดเป็นลูกที่ถูกทอดทิ้ง ถูกเฆี่ยนตี ซึ่งปมแต่เด็กนี้เจอได้บ่อย หรือบางรายเป็นปมที่ถูกล้อเลียนแบบจี้ใจดำถูกจุดในเรื่องรูปร่าง เชื้อชาติ นิสัย ฯลฯ จากเพื่อนและคนใกล้ตัวบ่อยๆ รวมถึงถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงทางกาย อันนี้ก็ทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนบ้าจากแผลในใจที่ไม่ปล่อยวางได้เหมือนกัน
2.เก็บกด เมื่อมีปมไปแล้วถ้ายังคลายปมไม่ได้ก็กลายเป็นเก็บกด เข้าสู่กระบวนการปกป้องจิตใจตัวเอง ซึ่งเป็นกลไกทางจิตที่ช่วยเยียวยารักษาหัวใจให้ไม่ทุกข์กับโลกแห่งความจริงมากนัก มีตั้งแต่การระบายด้วยคำพูด ทำร้ายสัตว์หรือเด็กที่อ่อนแอกว่าและคิดรุนแรงสร้างภาพในหัวอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าแก้แค้นสังคมได้ก็คงดี เรื่องนี้มีทางแก้ง่าย ๆ คือ ใช้การระบายอย่างสร้างสรรค์เช่นการออกกำลังกาย หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงช่วยดูแลอาบน้ำให้ ก็จะช่วยล้างพลังลบที่ถูกกลบอยู่ในใจได้
3. ครอบครัวหดหู่และแตกแยก คำว่าครอบครัวหดหู่คือ มีแต่เรื่องราวให้หนักหัว เช่น ทะเลาะกันไม่เว้นวัน มีคนติดเหล้า ติดยาเสพติดในบ้าน มีการนอกใจกัน หรือมีปัญหาเศรษฐกิจมีชีวิตลำบากทั้งการอยู่การกิน ส่งผลทำร้ายจิตใจสมาชิกในครอบครัวแบบซึมลึกเก็บกดไปเรื่อยๆ นั่งกินข้าวก็เครียด คุยกันก็ไม่แคล้วทะเลาะกลายเป็นอยู่นอกบ้านสบายใจกว่า ถ้าเป็นเช่นนี้บ่อยเข้าแล้วก็จะทำให้สมาชิกบางคนที่มีความเสี่ยงป่วยจิตอยู่แล้วเกิดอาการซึมเศร้า ก้าวร้าวไปจนถึงอารมณ์รุนแรงอยากแกล้งสังคมเพื่อเป็นการระบาย เพราะมองอะไรก็เห็นแย่ไปหมด ถ้าเป็นเด็กอาจแกล้งเพื่อน แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้วก็อาจเข้าขั้นฆาตกรสังหารหมู่ได้
4.แรงกดดันมหาศาล เราทุกคนมีแรงดันกันทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ต้องมีจากภายในตัวเราที่ทำให้ลุกขึ้นมาทำงานและสู้โลกได้ แต่ในคนที่มีแนวโน้มจะก้าวร้าวนั้นเขามักมีแรงดันอันเป็นพลังดิบข้างในที่มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจเป็นได้จากพันธุกรรม หรือพูดง่ายว่าดิบจากในดีเอ็นเอมาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวว่าจะพ้นจากภาวะนั้นไม่ได้ เพราะต้นทุนอีกครึ่งหนึ่งเรายังมีอยู่คือ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ถ้าคนรอบตัวมัวแต่เติมแรงกดดันให้กัน เช่น ทะเลาะกัน เอาแต่ใจ บังคับ แกล้งกัน การบังคับหัวใจเช่นนี้จะเป็นปุ๋ยเร่งแรงดันชั้นดีให้ระเบิด ทะลุการควบคุมออกมา
สำหรับการแก้ไขความหยาบกระด้างนั้น นพ.กฤษดา แนะว่า นอกจากจะใช้ความรักและเมตตาแล้วยังมีสิ่งภายนอกที่จะช่วยได้ง่ายๆ และทุกคนช่วยกันทำได้ ใช้หนังสือเป็นเพื่อน เปลี่ยนบ้านให้เป็นที่พักใจ ใช้เราเป็นตัวอย่าง สอนด้วยการกระทำ ทำเพื่อคนอื่นก่อน ดูตัวอย่างที่ผิดพลาดในอดีต
.............................................
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สดุดี!3ครูสหรัฐฯสละชีพป้องศิษย์ : http://www.komchadluek.net/detail/20121215/147276/สดุดี!3ครูสหรัฐฯสละชีพป้องศิษย์.html
- 'โอบามา'เสียใจเหตุกราดยิง'ร.ร.ประถม' : http://www.komchadluek.net/detail/20121215/147236/โอบามาเสียใจเหตุกราดยิงร.ร.ประถม.html
- 'กราดยิงดับ27ศพ'ในร.ร.ประถมสหรัฐฯ : http://www.komchadluek.net/detail/20121215/147234/กราดยิงดับ27ศพในร.ร.ประถมสหรัฐฯ.html



