
สองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน?
เป็นที่รู้กันดีว่าในเหตุการณ์ "อาหรับ สปริง" ที่ประชาชนในลิเบีย อียิปต์ และซีเรีย ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้
เป็นที่รู้กันดีว่าในเหตุการณ์ "อาหรับ สปริง" ที่ประชาชนในลิเบีย อียิปต์ และซีเรีย ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้โค่นล้มผู้นำและรัฐบาลเผด็จการที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานเป็นผลสำเร็จนั้น ได้แรงขับเคลื่อนมาจากสื่อเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ อย่าง "ทวิตเตอร์" สื่อโซเชียลมีเดียแบบจิ๋วๆ ที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้ส่งข้อความสั้นเพียง 140 ตัวอักษรไปยังผู้รับและผู้ติดตาม (Follower) ซึ่งการส่งข้อความสั้นประเภทนี้ไม่แตกต่างไปจากการกดตัวอักษรส่งข้อความสั้นที่เรียกว่า เอสเอ็มเอส ในโทรศัพท์มือถือ แต่ทวิตเตอร์ กลับมีพลังอำนาจมากกว่าเอสเอ็มเอส เพราะข้อความในทวิตเตอร์สามารถถูกส่งต่อไปยังสมาชิกทวิตเตอร์จำนวนมากในครั้งเดียว ขณะที่เอสเอ็มเอสนั้นจะจำกัดเฉพาะผู้รับปลายทางเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทวิตเตอร์จึงกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังสำหรับกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่ออุดมการณ์ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (Hezballoh) และกลุ่มฮามาส (Hamas) ปฏิปักษ์สำคัญที่เคลื่อนไหวต่อต้านการก่อตั้งประเทศอิสราเอลมาโดยตลอด และถือเป็นปฏิบักษ์สำคัญของสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุนการก่อตั้งและดำรงอยู่ของอิสราเอลที่ถือว่าอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลาง
สหรัฐอเมริกามีเครือข่ายสายใยเกี่ยวพันกับอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น เพราะประชากรชั้นนำของสหรัฐอเมริกา และนักการเมืองมีเชื้อสายยิว ที่ถือว่าการก่อตั้งดินแดนอิสราเอลเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยิวและศาสนาคริสต์ จะเห็นได้ว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับอิสราเอลมากเพียงใด ก็ต้องดูในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด ที่นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้แทนพรรครีพับลิกันในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี ยังเดินทางไปหาเสียงสนับสนุนในดินแดนอิสราเอล จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าผู้ใดเป็นศัตรูของอิสราเอลเท่ากับเป็นศัตรูของสหรัฐอเมริกาโดยอัตโนมัติ
และยิ่งไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อ นายเทด โพ ส.ส.พรรครีพับลิกัน และ ส.ส.สังกัดพรรคเดียวกันรวม 6 คน ได้ร่วมลงนามในจดหมายถึงสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ให้ใช้อำนาจในมือในการระงับการใช้งานบัญชีทวิตเตอร์ของสมาชิกกลุ่มฮามาส และเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งในจดหมายดังกล่าวระบุว่ากลุ่มทั้งสองซึ่งถูกจัดเป็น "กลุ่มก่อการร้าย" ในสายตาของสหรัฐอเมริกา ได้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ในการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ และใช้ส่งข้อความระดมกำลังสนับสนุนการทำสงครามต่อต้านอิสราเอล
ในจดหมายยังระบุด้วยว่า "เอฟบีไอ และทวิตเตอร์ควรตระหนักในทันทีว่าสื่อโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเครื่องมือของการก่อการร้ายไปแล้ว" และนายโพ ได้เรียกร้องให้ผู้ให้บริการทวิตเตอร์แสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ปิดบัญชี" ทวิตเตอร์ของสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายทั้งสอง
ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาได้ตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มก่อการร้ายทั้งสองด้วยการไล่ปิดบัญชีธนาคาร และตัดเส้นทางการเงินและการส่งอาวุธให้แก่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ และฮามาส แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการดำเนินการต่อต้านอิสราเอลได้
ขณะเดียวกันอิสราเอลก็ได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านการดำเนินการของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ และฮามาส ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ และเฟซบุ๊ก เพื่อแจงว่าทหารอิสราเอลได้สังหารผู้นำหรือสมาชิกตัวเอ้ของกลุ่มฮามาสคนใดบ้าง ทั้งยังสร้างเว็บบอร์ดระบายอารมณ์ในเว็บไซต์พินเทอเรสท์ (Pinterest) เพื่อแพร่ภาพกำลังอาวุธของอิสราเอล โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเป็นการกระตุ้นความฮึกเหิมของฝ่ายตรงข้ามในการแก้แค้นอิสราเอล ซึ่งเป็นชนวนเหตุแห่งความรุนแรงตามมาอีกมาก
สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นการกระทำ "สองมาตรฐาน" หรือ "ไร้มาตรฐาน" ของสหรัฐอเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ที่ประชาชนสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี และแม้มีการละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่อยู่ในต่างประเทศ การดำเนินการทางกฎหมายก็มักจะเอื้อมไม่ถึงชาวอเมริกันแต่อย่างใด
แม้จะมีนักกฎหมายออกมาเตือนว่าหากเอฟบีไอไล่ปิดบัญชีทวิตเตอร์ของกลุ่มฮามาสและเฮซบอลเลาะห์จริง อาจเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญมาตราที่หนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่ระบุให้มีการเปิดเสรีต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชนได้อย่างเต็มที่ และหากปิดบัญชีทวิตเตอร์เหล่านั้นได้จริง ก็จะเป็นการไล่ให้กลุ่มทั้งสองนำปฏิบัติการไปสู่ "ใต้ดิน" ที่ไม่มีใครจะรู้ความเคลื่อนไหวและความคิดได้อีกต่อไป และนั่นจะเป็นการยากที่จะ "รับมือ" ปฏิบัติการต่อต้านอิสราเอลอย่างชัดเจน



