ไลฟ์สไตล์

เล็กๆ แต่เอกอุในอาเซียน

เล็กๆ แต่เอกอุในอาเซียน

09 ธ.ค. 2555

เล็กๆ แต่เอกอุในอาเซียน : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล

               แม้โลกจะจดจำว่า ในภูมิภาคอาเซียน หรืออุษาคเนย์ มีงานสถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญายุคโบราณหลายแห่งที่ใหญ่โตโอฬารติดอันดับโลก ไม่ว่าจะเป็นปราสาทนครวัดในกัมพูชา เทวาลัยในศาสนาฮินดูสร้างด้วยหินที่ใหญ่ที่สุด หรือ บูโรพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซีย ที่โลกยกให้เป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงชเวดากอง มหาเจดีย์ที่อร่ามเรืองด้วยแผ่นทองหนักรวมกันมากสุดถึง 11 ตันห่อหุ้มไว้ แต่ในความเป็นจริง ยังมีสิ่งเล็กๆ ทว่าเอกอุอลังการด้วยความคิดสร้างสรรค์และฝีไม้ลายมือเข้าขั้น "งานชิ้นเอก" (Masterpieces) อีกมากมายในอาเซียน บางชิ้น แม้แต่เราชาวอาเซียนก็อาจมองข้ามไป วันนี้ จะลองยกตัวอย่างงานชิ้นเอกประเภทศิลปะเขมร ที่กระจายอยู่ในหลายประเทศ มาเล่าสู่กันฟังชิ้นแรกอยู่ที่เมืองเสียมเรียบในกัมพูชา เป็นองค์ประกอบส่วนเล็กๆ ของ ปราสาทบายน ปราสาทประจำรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 วีรกษัตริย์ของชาวเขมร เมื่อราว 800 ปีก่อน เอกลักษณ์โดดเด่นของปราสาทหลังนี้ คือรอยยิ้มบนพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ยิ้มอย่างมีเมตตา" ตามคติในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ประดับอยู่รอบปรางค์ปราสาททั้ง 54 ปรางค์ รวมทั้งสิ้น 216 พระพักตร์ นับเป็นรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรม "ปรางค์" ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน จนเป็นที่มาของสมญานามว่า กัมพูชา...ดินแดนศิลาแย้มสรวล (Cambodia - A Land Where Stones Can Smile)

               แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ที่ช่องหน้าต่างบางช่องของปราสาทหลังนี้ เห็นทีแรกเข้าใจว่า ช่างเขมรโบราณแกะหน้าต่างบานนี้ไม่เสร็จ คือแกะเสาลูกมะหวดค้างไว้ครึ่งเดียว แต่ที่ไหนได้ สังเกตดูดี ๆ เห็นเส้นที่พาดเฉียงลงมา 2 เส้น แล้วต้องอุทานว่าล้ำลึก เพราะเขาตั้งใจแกะสลักหิน เป็นภาพหน้าต่างที่ชักมู่ลี่ขึ้นครึ่งเดียว คือครึ่งที่เห็นลูกมะหวดอยู่ด้านล่าง ผมจึงขนานนามว่า "มู่ลี่บายน" แล้วยกให้เป็น 1 ในบรรดา "เล็กๆ แต่เอกอุ" ของอาเซียน ที่ใครมีโอกาสแวะเวียนไปปราสาทบายน แล้วไม่น่าพลาดชมด้วยประการทั้งปวง

               ชิ้นต่อมา เป็น "เล็กๆ แต่เอกอุ" ที่สุโขทัยบ้านเรา ชาวบ้านเรียก "หลวงพ่อศิลา" พระพุทธรูปนาคปรกปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 44 ซ.ม. สูง 85.50 ซ.ม. แกะสลักจากศิลาทราย ด้วยศิลปะเขมรแบบ "บายน" ที่มีพุทธลักษณะงดงามเป็นที่สุด โดยเฉพาะพระพักตร์ ที่สลักเสลาพระขนงหรือคิ้วเป็นวงโค้งต่อกันดั่งลอนคลื่น พระเนตรเรียวงามดั่งรวงข้าว พระนาสิกคมสัน กระทั่งพระกรรณหรือใบหู ถ้าดูอย่างเพ่งพิศ จะเห็นเส้นสายรายละเอียดอันวิจิตรตาเกินบรรยาย

               ส่วนถนิมพิมพาภรณ์ เริ่มจากศิราภรณ์ (เครื่องประดับพระเศียร) เป็นมงกุฎเทริดลายดอกจัน  ติ่งหูประดับกุณฑล (ตุ้มหู) ทรงกรวยห้อยยาวถึงอังสะ (บ่า) ต้นแขนประดับพาหุรัด (เครื่องรัดต้นแขน) สุดแสนจะวิลิศมาหรา โดยรวมแล้วช่างอ่อนช้อย ผิดจากพระพุทธรูปศิลปะเขมรทั่วไป จนสงสัยว่า "หลวงพ่อศิลา" อาจเป็นพุทธศิลป์อิทธิพลเขมรที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างชาวสุโขทัย หรือศรีสัชนาลัย ซึ่งเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเคยประทานความเห็นไว้ว่า "…แม้ลักษณะทั่วไปจะดูคล้ายกัน (กับศิลปะขอม) แต่พระพักตร์นั้นไม่เป็นแบบขอม..."

                         แต่ที่แน่ๆ ความงามอย่างเอกอุ ทำให้ท่านถูกโจรกรรมไปอย่างไร้ร่องรอย นานถึง 18 ปี กว่าจะรู้ว่าถูกประมูลไปไกลถึงอเมริกา ก่อนกลับคืนมาในปี 2539 ปัจจุบัน หลวงพ่อศิลา ประดิษฐาน ณ วัดทุ่งเสลี่ยม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ใครยังไม่เคยเห็น ปีใหม่นี้ ควรหาโอกาสไปกราบเป็นบุญตา...สักครั้งหนึ่งในชีวิต

               เล็กๆ ทว่าเอกอุชิ้นต่อมา ต้องเรียกเป็นชุด เพราะเป็นเครื่องสำริดศิลปะเขมร 6 ชิ้นชิ้น ประกอบด้วย รูปช้างเอราวัณ รูปสิงห์ รูปทวารบาล แต่ละชิ้นอลังการจนสันนิษฐานได้ว่าเป็นฝีมือช่างหลวงในราชสำนักกัมพูชา เพราะเครื่องสำริดชุดนี้มีสถานะเป็น"เครื่องราชูปโภค" หรือเครื่องส่งเสริมสถานะกษัตริย์ ตั้งอยู่ที่เมืองยโศธรปุระ (นครธม) ต่อมา เมื่อเจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตีนครธม พ.ศ.1966 ได้ยกเครื่องสำริดชุดนี้มาไว้กรุงศรีอยุธยา ครั้นพระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2112 ก็ยกไปไว้ที่หงสาวดี ก่อนจะถูกยกไปยะไข่ เมื่อเจ้าเมืองยะไข่รวมหัวกับเจ้าเมืองแปร อังวะ ตองอู เผาหงสาวดีในปี 2142 ท้ายที่สุด เมื่อพระเจ้าปดุงของพม่ายกทัพไปล้างแค้นยะไข่ พ.ศ.2327 จึงยกมาไว้ที่วัดมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์ ตราบจนปัจจุบัน

               สะท้อนความจริงว่าการยกทัพไปตีเมือง แล้วขนทรัพย์สมบัติ กวาดต้อนเชลยศึก เป็นภาวะปกติของการทำสงครามสมัยก่อน ซึ่งแต่ละเมือง เช่นกรุงศรีอยุธยา ล้วนเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ (หากวันนี้เรายังคิดแค้นเคืองใคร ก็ต้องไม่ลืมว่ามีคนอื่นแค้นเคืองเราอยู่ด้วยเช่นกัน) แต่ที่น่าสนใจคือ ถึงวันนี้ได้แปรสภาพจากเครื่องราชูปโภค กลายเป็นเครื่องรางของขลังของชาวพม่าไปเสียแล้ว เราจึงได้เห็นชาวพม่าที่มาสักการบูชาพระมหามัยมุนี แล้วจะต้องหอบลูกจูงหลาน มาเอามือลูบคลำด้วยเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

               บางคนลูบเฉพาะท้องทวารบาลเพื่อขอลูก บางคนให้เด็กๆ ลูบหัวสิงห์ด้วยเชื่อว่าจะได้รับพรให้มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม และหลายคนก็ลูบเฉพาะจุดที่ตนเองเจ็บไข้ได้ป่วย เครื่องสัมฤทธิศิลปะเขมรชุดนี้จึงมิได้ถูกจัดวางไว้ในฐานะโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ เพราะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวพม่าไปเสียแล้ว

               สุดท้ายในชุดนี้ แม้ไม่ใช่โบราณวัตถุ แต่ถือเป็น "ศิลปวัตถุ" ชิ้นเล็กๆ แต่เอกอุ เช่นกัน นั่นคือ อัลบั้มเพลงชุด "สบตาอาเซียน"#1 บทเพลงส่งเสริมมิตรภาพ ความรู้ และความเข้าใจอันดีต่อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ และนักเขียนรางวัลศิลปาธร ประกอบด้วยเพลงเกี่ยวกับวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง อ.ศักดิ์สิริ ตระเวนไปเห็น ไปสร้างแรงบันดาลใจด้วยตาตนเอง แล้วรังสรรค์ออกมาชุดแรก 10 เพลง อาทิ ชัชวาลชเวดากอง (พม่า), มหาศิลานคร (กัมพูชา), เหญอ...ฮานอย (เวียดนาม), ดาวในอ้อมเรียวแห่งเสี้ยวจันทร์ (บรูไน) ฯลฯ พร้อมหนังสือเล่มเล็ก อธิบายความหมาย เพิ่มเติมความรู้ที่ได้จากบทเพลง สนใจจะเป็นเจ้าของซีดีเพลงชุดนี้ โทรไปสั่งจองได้ที่ 08-1702-3473

               ................................................
(เล็กๆ แต่เอกอุในอาเซียน : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน: โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล)