
'ก.อุตสาหกรรม'ยกเครื่องการผลิตทั้งระบบ
ก.อุตสาหกรรม ยกเครื่องการผลิตทั้งระบบ เดินเกมรุก ปั้นโรงงานสีเขียวทั่วไทย : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาใหม่ๆ ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีต้นทุนแรงงานต่ำ ทำให้ภาคการผลิตของไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยจึงได้ผลักดันโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับการผลิตของไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนลียีชั้นสูง และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับความต้องการของตลาดโลก ที่ต้องการสินค้าสีเขียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า การที่ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ภาคอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นเสาหลักในการพัฒนาจะต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ตามที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันรับรองปฏิญญามะนิลาว่าด้วยอุตสาหกรรมสีเขียว เมื่อปี 2552 กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยดำเนินการเชิงรุก มุ่งเน้นในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งได้เริ่มโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม
"ปัจจุบันสถานประกอบการขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะเน้นกิจกรรมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เนื่องจากต่างมองเห็นว่า กระแสตอบรับของสังคม ชุมชน และประชาชน จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรสามารถอยู่รอดได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะที่ในส่วนของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากยังขาดความรู้ความเข้าใจ และทรัพยากรในการดำเนินกิจกรรมสร้างความยั่งยืน แต่ภาครัฐก็ได้เร่งสนับสนุนองค์กรขนาดใหญ่ในการในการชักจูงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คาดว่าอีกไม่นานโรงงานทั่วประเทศจะเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวทั้งหมด"
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า กระทรวงกำหนดขั้นการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวไว้ 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว คือ ความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว คือ การดำเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้ ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการติดตามประเมินผล และทบทวนเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับ และการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว คือ การที่ทุกคนในองค์กรให้ความร่วมมือร่วมใจ ดำเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกด้านของการประกอบกิจการ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร และระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว คือ การแสดงถึงการขยายเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยสนับสนุนให้คู่ค้าและพันธมิตรเข้าสูกระบวนการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย
“ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศแรกของโลก ที่ได้เดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างเข้มข้น สามารถแปลเปลี่ยนจากทฤษฎีเชิงนามธรรมให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ โดยการผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวใน 5 ระดับ ซึ่งจะทำให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ซึ่งที่ประชุมด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติต่างชื่นชมแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย”
ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้เชิญสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาช่วยร่างหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกอุตสาหกรรมสีเขียวในระดับต่างๆ จากนั้นจึงฝึกเจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกไปตรวจประเมินโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีสถานประกอบการที่ได้รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวไปแล้วเป็นจำนวนมาก ในปี 2554 มีการออกใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวไปทั้งสิ้น 1,050 ราย ส่วนปี 2555 ออกใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหมด 2,000 ราย รวมทั้งสิ้นขณะนี้ออกใบรับรองไปทั้งหมด 3,050 ราย
ตั้งแต่เริ่มโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวจนถึงขณะนี้ จะยังไม่มีผู้ประกอบการได้ใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวในระดับที่ 4 และ 5 แต่ก็เริ่มมีผู้ขอใบรับรองระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว จำนวน 50 ราย และระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว จำนวน 6 ราย ซึ่งในระดับที่ 4 และ 5 แต่ละรายจะมีซัพพลายเออร์ของโรงงานเป็นจำนวนหลายร้อยราย ดังนั้น หากสถานประกอบการนี้ผ่านเกณฑ์การประเมินไปถึงระดับ 4 และ 5 เชื่อว่าจะมีโรงงานอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานจำนวนกว่า 5,000 แห่งเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนที่จะสร้างพันธมิตรกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมย้ำว่า เป้าหมายในปี 2558 ช่วงเดียวกับที่ไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะมีสถานประกอบการทั่วประเทศไทยกว่า 7 หมื่นแห่ง เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว คาดว่า สถานประกอบการจะให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการในอนาคต โดยได้มอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ และหน่วยงานทั้งหมดของกระทรวง ออกไปเชิญชวน ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมสนับสนุน
“ผมมั่นใจว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียน ที่จะมีโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียวทั้งหมด ซึ่งสถานประกอบการใดที่เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวย่อมจะได้เปรียบในเรื่องของกระบวนการผลิต และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ก่อนรายอื่น และไทยจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสีเขียว หรือเศรษฐกิจสีเขียวของภูมิภาคอย่างแท้จริง และในปี 2556 จะดำเนินงานเชิงรุก โดยจะยกขึ้นระดับเป็นยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ จะต้องวางมาตรการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายอุตสาหกรรมสีเขียวของกระทรวง"
สำหรับผลประโยชน์ที่โรงงานสีเขียวจะได้รับที่ชัดเจนที่สุด คือ การลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากอุตสาหกรรมสีเขียวจะมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดของเสียในการผลิต นอกจากนี้ ความต้องการสินค้าของตลาดจะมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสความนิยมบริโภคสินค้าและบริการที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อติดที่ฉลากบรรจุภัณฑ์ ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“ขณะนี้มีผู้ประกอบการเริ่มขอใช้สัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียวแล้วมากกว่า 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิตถุงมือยาง อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์ตราสัญลักษณ์ลงในบรรจุภัณฑ์ คาดว่าจะออกสู่ท้องตลาดได้ในต้นปี 2556”
ส่วนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากหน่วยราชการ ในเบื้องต้นจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีเป็นเวลา 5 ปี จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้ ในการลงทุนกลุ่มกิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน กลุ่มธุรกิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้ให้แก่โรงงานที่เสนอแผนลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะมอบตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียวเชิงการค้า ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ
ในอนาคตกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังพิจารณาที่จะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสีเขียว จัดทำบัญชีผู้ประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งจะผลักดันให้ภาครัฐสนับสนุนในการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว กระตุ้นให้เกิดตลาดสำหรับสินค้าสีเขียว และสร้างความตระหนักในการเลือกบริโภคสินค้าสีเขียว ส่งเสริมให้ผู้บริโภคนิยมสินค้าสีเขียว เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะดึงดูดให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมโครงการนี้มากขึ้น
..............................
-------------



