
'เส-จารุทัศ'ปลื้มพระเครื่อง
'เส' จารุทัศ ปลื้มพระเครื่อง เพราะ 'ศรัทธา' มากกว่า'ราคา' : คอลัมน์ขอเวลานอก : โดย...เรื่อง / ศรีพร เหล่าวณิชยา : ภาพ / ปราโมทย์ พุทไธสง
พระที่ผมมีไว้บูชา คือ การได้ระลึกถึงหรืออนุสติ ตรงนี้จะทำให้จิตของผมมีพลังแห่งความดีงาม แล้วจะเข้าใจว่าพระเครื่องแต่ละองค์ทรงคุณค่ามากแค่ไหน
ทุกครั้งที่มีโอกาสได้เดินตามท้องถนน และก้มมองพ่อค้าแม่ค้านำ "พระเครื่อง" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ วางดาษดื่นบนแผงรอการเช่าจากผู้ศรัทธา พาลให้นึกไปว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงค่าเช่นนั้น เหตุใดถึงถูกนำมาตีราคาจนกลายเป็นวัตถุทางการค้าที่หลายคนโหยหาอยากจะจับจองเป็นเจ้าของ สวนทางกับหนุ่มอารมณ์ดี "เส" จารุทัศ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แบบเต็มเหนี่ยว ที่ชื่นชอบพระเครื่องจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อครั้งที่มีโอกาสสลัดคราบฆราวาสครองผ้าเหลือง และมีโอกาสได้ศึกษาจนเข้าใจสิ่งต่างๆ ก่อเกิดเป็นความศรัทธา และเล็งเห็นถึงคุณค่าของพระเครื่องแต่ละองค์
"พระเครื่องที่ผมมีทั้งหมดแทบจะไม่ได้เช่า ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่สนิทและรู้จักกันให้ผมมาบูชา ปีนี้ถือว่าแปลกมากเพราะตั้งแต่ต้นปี ผมได้รับพระเครื่องมากกว่าปีอื่น จริงๆ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสนใจ พอบวชทัศนคติเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไป ยอมที่จะเปิดใจยอมรับ ระหว่างที่บวช พระอาจารย์ตั๋น วัดบุญญาวาส สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งจะไม่ทำพระเครื่องอธิบายให้ผมฟังว่า พระครูที่สร้างพระเครื่องทำด้วยใจเมตตาไม่มีกิเลส เพราะอยากให้ลูกศิษย์และผู้รับมีความสุขปราศจากทุกข์ ก่อนจะปลุกเสกพระเครื่องแต่ละองค์ จะอาราธนาพระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นการขอพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดมาช่วยปลุกเสก จึงมีพลังแห่งศีล สมาธิ และญาณระดับสูงบรรจุอยู่ กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะปัดเป่าสิ่งไม่ดี ให้ออกจากบุคคลที่ท่านรัก เหมือนเป็นการแผ่เมตตาของพระครูไปยังลูกศิษย์ของท่าน" ลูกชายคนเล็กของคุณพ่อ พล.อ.อ.อนุพันธ์ และคุณแม่ ผศ.วรลักษณ์ เล่าอย่างฉะฉาน
แม้หลายคนจะมองว่าพระเครื่องคือวัตถุนอกกาย ที่อาจจะทำให้หลายคนลุ่มหลงในรูปของมูลค่า แต่หนุ่มวัย 32 ปีคนนี้บอกเลยว่า สำหรับเขาแล้วพระเครื่องเป็นวัตถุยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ระลึกถึงพระคุณของพระเครื่ององค์นั้นๆ ที่บูชาอยู่ เช่น เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือพระยอดธง ทุกครั้งที่ใส่พระองค์นี้จะรู้สึกฮึกเหิม เพราะเป็นบุญญาธิการของบูรพมหากษัตริย์ไทย ที่ออกกู้ชาติด้วยพลังแห่งบารมีเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
"แต่ละวันจะใส่พระไม่ซ้ำขึ้นอยู่กับอารมณ์ในวันนั้นว่าเป็นแบบไหน สร้อยที่ผมใช้จะเป็นเชือกเส้นเดียว ซึ่งง่ายต่อการถอดเปลี่ยนในแต่ละวัน บางคนห้อยพระเต็มคอเลย ผมมองว่านั่นคือกิเลสที่เรายังไม่ละวาง ซึ่งผมก็ทดลองกับตัวเองว่าจะละกิเลสได้หรือเปล่า ด้วยการสละพระสมเด็จวัดระฆังที่ถือว่ามีค่ามากสำหรับผมและคนทั่วไป ให้บรรจุไว้ในพระบรมธาตุบุญญาวาสเจดีย์ ตอนแรกที่จะทำการบรรจุผมก็แอบเสียดาย แต่เมื่อตั้งมั่นแล้วในที่สุดผมก็สละของที่รักได้ ผมมองว่าการนำไปบรรจุไว้ภายในเจดีย์ผู้คนจะมากราบไหว้บูชา และน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่กับผม ซึ่งอาจจะเกิดการแตกหักเสียหาย หรือเปลี่ยนมือหลุดไปในตลาดพระเครื่อง จนกลายเป็นวัตถุที่ใช้ในการต่อรองราคา แต่บางองค์ก็ขอเก็บไว้เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก่อน" ที่ปรึกษางานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการ มูลนิธิโครงการหลวง เล่าอย่างภูมิใจ
เห็นพระเครื่องที่นำออกมาจัดวาง หลายคนอาจจะฟันธงได้ว่า หนุ่มเสคนนี้คงเป็นเซียนพระอีกหนึ่งคนของเมืองไทยก็เป็นได้ แต่กลับผิดคาดเพราะเขาให้ทัศนะเกี่ยวกับวงการพระเครื่องในบ้านเราว่า เป็นเหมือนคนคลั่งไคล้ดาราเพราะความสวยหล่อ ขณะที่วงการพระเครื่องก็คลั่งไคล้เพราะมูลค่าเป็นตัวตั้ง แต่สำหรับเขาแล้วมูลค่าของพระเครื่องมีไว้แค่พูดสนุกเท่านั้น
"สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากพระที่ผมมีไว้บูชา คือ การได้ระลึกถึงหรืออนุสติ ตรงนี้จะทำให้จิตของผมมีพลังแห่งความดีงาม แล้วจะเข้าใจว่าพระเครื่องแต่ละองค์ทรงคุณค่ามากแค่ไหน เขาปลุกเสกขึ้นมาเพราะอะไร อยากให้ทุกคนที่ห้อยพระระลึกถึงสิ่งที่ห้อยอยู่ ไม่ใช่ห้อยเพราะราคาหรือความนิยม เราต้องยึดมั่นถือมั่นในบุญญาธิการและบารมี นี่แหละที่จะช่วยพยุงเราให้ทำทุกสิ่งสำเร็จลุล่วง" หนุ่มเส เล่าน้ำเสียงจริงจัง
คุยกันจนออกรสท่ามกลางอากาศเย็นสบาย บริเวณระเบียงหน้าบ้านย่านรังสิตคลองสี่ หนุ่มร่างใหญ่อัธยาศัยดีก็ชักชวนให้เข้าไปดูห้องพระ ที่ตอนนี้ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อให้เป็นผู้ดูแลทุกสิ่งอย่าง ภายในแบ่งการบูชาเป็นสัดส่วน พระพุทธรูป พระสงฆ์ และบูรพมหากษัตริย์ โดยฐานล่างของหิ้งพระทั้งสองชั้น คือ ลิ้นชักที่บรรจุพระเครื่องของคุณพ่อเอาไว้จนแน่น ได้โอกาสจึงหยอดคำถามเรื่องงาน เจ้าตัวบอกว่า ทุกวันนี้ทำงานเยอะมาก เป็นที่ปรึกษางานพัฒนาผลิตผลอาหารและบริการ มูลนิธิโครงการหลวง ควบคู่กับการเป็นที่ปรึกษาให้แก่บริษัทน้ำแร่กระแสเย็นที่ จ.เชียงราย แต่ที่กำลังมุ่งเน้นเป็นพิเศษ คือ ธุรกิจส่วนตัวในชื่อ ฟาร์เมอร์ส มาร์เก็ต ที่นำโมเดลจากมูลนิธิโครงการหลวง มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมูลนิธิโครงการหลวงทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สูงของภาคเหนือ ธุรกิจของเขาก็ขอทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานแทน
"ธุรกิจนี้ทำเพื่อสังคมจริงๆ เพราะต้องการให้คนในพื้นที่อีสานช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพานายทุนมากนัก ผลิตภัณฑ์ของเราต้องอาศัยเวลาพอสมควร เพราะถือเป็นสินค้าใหม่ที่ต้องทำความรู้จัก แต่เรามีพลังใจที่อยากจะช่วยเหลือชาวอีสานด้วยใจจริง ค่อนข้างยากแต่ผมพยายามคิดบวกตลอดไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร คือ ไม่มีความสุขถ้าคิดลบ ผมจะพยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ไม่ว่าในชีวิตจะเกิดปัญหาอะไร จะต้องมองอีกด้านของปัญหาให้ได้ เพราะประโยชน์ที่เกิดจากความผิดพลาด คือ สมบัติของชีวิต ที่เราจะไม่ทำพลาดอีกต่อไป" หนุ่มจารุทัศ ทิ้งท้ายด้วยข้อคิด...
.................................................
('เส' จารุทัศ ปลื้มพระเครื่อง เพราะ 'ศรัทธา' มากกว่า'ราคา' : คอลัมน์ขอเวลานอก : โดย...เรื่อง / ศรีพร เหล่าวณิชยา : ภาพ / ปราโมทย์ พุทไธสง)



