ไลฟ์สไตล์

คนไทยจอตาขาดและหลุดลอกเฉลี่ยปีละ7-8พันคน

คนไทยจอตาขาดและหลุดลอกเฉลี่ยปีละ7-8พันคน

29 พ.ย. 2555

คนไทยจอตาขาดและหลุดลอกเฉลี่ยปีละ 7-8 พันคน ปล่อยไว้ไม่รักษาถึงขั้นตาบอด แนะตรวจตาปีละครั้ง ใช้สายตาอย่างทะนุถนอม

               วันที่ 29 พ.ย. 2555 นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเรื่อง จอตาขาดและหลุดลอก ในการประชุมวิชาการประจำปีของราชวิทยาลัยจักษุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 100 ว่าจากสถิติของศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางโรคจอตา โรงพยาบาลราชวิถีโรคจอประสาทตา ปีงบประมาณ 2555 พบว่า มีผู้ป่วยโรคจอตาขาดและหลุดลอก จำนวน 4,213 ราย โดยอัตราการป่วยโรคจอตาขาดและหลุดลอกอยู่ที่ 1 ต่อ 10,000 ราย หรือประมาณ 7,000-8,000 รายต่อปี ส่วนใหญ่เกิดกับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางดวงตา ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดตามาก่อน เช่น ผ่าตัดต้อกระจก และผู้ที่มีสายตาสั้นมากกว่า 7 ไดออปเตอร์ หรือ700 ขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดความเสื่อมของน้ำวุ้นตามากกว่าคนปกติ ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคจอตาขาดและหลุดลอก

               นพ.ไพศาล กล่าวอีกว่า โรคจอตาขาดและหลุดลอกเกิดจากความเสื่อมของน้ำวุ้นตาที่แนบอยู่กับจอตา ทำให้น้ำวุ้นตาดึงจอตาจนเกิดรอยฉีกขาดและหลุดลอก โดยอาการที่แสดงว่าเป็นโรคดังกล่าวคือ จะเห็นเป็นม่านค่อยๆตกลงมาบังการมองเห็น ซึ่งระยะแรกจะเห็นเป็นม่านบางๆ ก่อนและจะเริ่มมีความหนามากขึ้นหรือมืดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากรักษาไม่ทันอาจส่งผลให้ตาบอดได้ นอกจากนี้ ยังอาจเห็นแสงฟ้าแลบเข้ามาเป็นระยะๆ เหมือนการฉายแฟลชเข้าดวงตา ซึ่งความถี่ในการเห็นแสงฟ้าแลบนั้นมีจำนวนครั้งไม่แน่นอน บางรายอาจเกิดชั่วโมงละครั้ง แต่หากทิ้งไว้นานๆ ความถี่ของการเกิดจะมากขึ้น อาจส่งผลให้ตาบอดได้ ดังนั้น ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อขยายม่านตาตรวจจอประสาทตา เพราะบางรายอาจเกิดอาการจอตาขาดโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากขาดแล้วแต่ยังไม่หลุดลอก ในการรักษาจะผ่าตัดน้ำวุ้นตาเพื่อให้จอตาติดกลับคืน ได้ผลมากกว่า 90%

               "ควรใช้สายตาอย่างทะนุถนอม อย่าใช้มากเกินไปโดยไม่จำเป็น เช่น การเคลื่อนที่ของดวงตา เพราะยิ่งเคลื่อนไหวตามากๆ จะทำให้เสื่อมไว ส่วนการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตมากจนเกินไป หรือนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้จะไม่มีรายงานการวิจัยที่ชัดเจนว่ามีโอกาสทำให้น้ำวุ้นตาเสื่อม แต่จะทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า และเกิดอาการตาแห้ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อดวงตาเช่นกัน ขอแนะนำให้ทุกคนใช้ดวงตาอย่างทะนุถนอม อย่าขยี้ตา กดเข้าไปในดวงตา หรือการนวดเข้าไปที่ดวงตาโดยตรง" นพ.ไพศาลกล่าว

...................................................................................................
( หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าวและ http://www.chulalongkornhospital.go.th )