
"นักวิชาการชี้คนไทยเสียเงินซื้อยาสูงลิ่วปีละ4หมื่นล.
"นักวิชาการ ชี้คนไทยเสียเงินซื้อยาสูงลิ่ว กว่าปีละ 4 หมื่นล้าน 2 หมื่นล้านเป็นยานำเข้า ระบุคนไทยซื้อยาแพงกว่า สหรัฐถึง 10 เท่า เหตุบ.ยาติดสิทธิบัตร - คิดราคาเกินจริง - มีหมอเป็นทาสรับใช้ ขณะที่อุตสาหกรรมยาไทยอ่อนแอ หมอศิริวัฒน์ จี้รัฐทำแผนแม่บทสน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 พฤษภาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดการเสวนาในกิจกรรมราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 6 / 2552 เรื่อง “ การเข้าถึงยาของคนไทย...ทำไมใช้ยาแพง ” โดยมี นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปนานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยโครงการเข้าถึงเอดส์ ภก.เชิญพร เต็งอำนวย สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) และพญ.วันดี โภคะกุล แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมเสวนา
พญ.วันดี กล่าวว่า ธุรกิจยาทำกำไรมหาศาล จากข้อมูลปี 2534-2544 ในการจัดอันดับธุรกิจที่ได้ผลกำไรสูงสุด 500 อันดับ พบว่า อุตสาหกรรมยามาเป็นอันดับหนึ่ง มีผลตอบแทนร้อยละ 12-18 รองลงมาคือ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ และพวกอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และกีฬา อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกถึงโครงสร้างของธุรกิจยาจะพบว่า เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะค่าวิจัยพบเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ขณะที่ค่าโฆษณาสูงกว่าร้อยละ 13 แต่กลับได้กำไรถึงร้อยละ 15 โดยข้อมูลปี 2544 พบว่าธุรกิจยามีกำไรสูงถึง 47,400 ล้านเหรีญสหรัฐ ขณะที่งบวิจัยเพียง 19,076 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และในปีเดียวกันยังพบว่า 10 บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกมีรายได้รวม 116,678 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของคนไทยมีค่าใช้จ่ายยาเฉลี่ย 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 43,900 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็นยานำเข้า 20,000 ล้านบาท และยาในประเทศไทยอีก 23,000 ล้านบาท ดังนั้นหากคิดค่าเฉลี่ยใน 100 บาท คนไทยจะเสียค่ายานำเข้าประมาณ 45 บาท และยาที่ผลิตในประเทศอีก 55 บาท ทั้งนี้คนไทยใช้ยาราแพงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ถึง 10 เท่า เป็นเพราะค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของสหรัฐอเมริกา สูงกว่าไทย 10 เท่า
“ การที่ราคายาแพงไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุน แต่ขึ้นอยู่กับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนแพทย์ให้ใช้ยาของบริษัทตัวเอง และการผูกขาดของการผลิตและการจำหน่ายยาของบริษัทยาข้ามชาติด้วยการทำสิทธิบัตร ยาส่งผลให้ราคายาแพง หากไม่ติดปัญหาสิทธิบัตรจะทำให้ยาราคาถูกลงถึงร้อยละ 90” พญ.วันดี กล่าว
ขณะที่ ภก.เชิญพร กล่าวว่า ธุรกิจยาเกี่ยวข้องกับผลกำไร ประเด็นยาราคาแพงจริงหรือไม่ต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ ตัวยาราคาแพงเอง เนื่องจากมีการบวกค่าต่างๆ โดยเฉพาะค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์ รวมทั้งค่าสารตั้งต้น วัตถุดิบในการผลิตยาเอง ส่วนอีกประเด็น คือ ระบบการบริหารจัดการยาซึ่งหลักการทั่วไปธุรกิจยาจะต้องทำให้ตนเองมีผลกำไรมากที่สุด ขณะที่ภาครัฐมีนโยบายให้บริษัทยาหาผลประโยชน์จากผู้ป่วยให้น้อยที่สุด จะเห็นได้ว่าบริษัทยาในต่างประเทศและในประเทศไทยมีผลประกอบการที่ต่างกันมาก โดยบริษัทยาข้ามชาติมีผลกำไรมหาศาล แต่ธุรกิจยาในประเทศได้ผลประกอบการเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น อีกทั้ง ยังต้องเสี่ยงกับคุกตาราง หากผลิตยาไม่ได้คุณภาพและเกิดปัญหากับผู้ป่วย ทำให้ผู้ประกอบการด้านยาไม่กล้าผลิตยาในไทยและหันไปทำธุรกิจอื่นแทน อย่างไรก็ตาม องค์การเภสัชกรรม(อภ.) เพียงแห่งเดียวไม่สามารถผลิตยาเพื่อรองรับผู้ป่วยทั้งประเทศไทยได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น ควรมีการสนับสนุนธุรกิจยาในประเทศไทยด้วย เพื่อจะได้มีการผลิตยาใช้เองในประเทศและลดการนำเข้า
“ ผมมองว่ายาในประเทศไทยหากหมดสิทธิบัตรจะถูกกว่ามากถึง 8 เท่า ยกตัวอย่าง ยาลดไขมันปกตินำเข้าราคาเม็ดละ 40-50 บาท แต่รัฐสามารถประมูลได้ในราคาไม่ถึง 1 บาทหรือประมาณ 52 สตางค์เท่านั้น หากมองจริงๆ แล้ว คนที่ผลิตยาในไทยแทบไม่ได้กำไรเลย “ ภก.เชิญพร กล่าว และ ว่า สำหรับสถิติการผลิตยาและนำเข้ายาของไทยในปี 2546 พบว่ามีการนำเข้าร้อยละ 50 ผลิตเองร้อยละ 50 และในปี 2549-2550 ไทยนำเข้ายาร้อยละ 60 และผลิตเองร้อยละ 40 และเมื่อเทียบราคายานำเข้า 1 เม็ดเท่ากับยาที่ผลิตในไทย 20 เม็ด แสดงว่าไทยทำงานหนักกว่าบริษัทข้ามชาติมาก ดังนั้น ระบบของไทยมีส่วนสำคัญมาก โดยเฉพาะการติดสิทธิบัตรยาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยาราคาแพง และเกิดปัญหาการเข้าถึงยาตามมา
ขณะที่ รศ.ดร.ภญ.จิราพร ได้เปิดเผยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ที่ได้ทำการสำรวจราคายาทั่วโลก โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น มีการสำรวจข้อมูลการนำส่งยาตามสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน โดยพบว่า การจัดซื้อยาของภาคส่วนรัฐ แบ่งเป็น ยาที่นำเข้าจากต่างประเทศเมื่อเทียบกับยาสากลจะแพงกว่า 4.7 เท่า ส่วน เอกชนนำเข้ายาสูงถึง 7.8 เท่าของราคายาสากล ขณะที่หากเป็นยาสามัญเมือ่เทียบกับราคายาสากล ในส่วนของรัฐนำเข้าแพงกว่า 1.15 เท่า ส่วนที่เอกชนแพงกว่า 1.43 เท่า แสดงว่าประเทศไทยมีการใช้ยาแพงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหายาราคาแพง คือเรัฐบาลต้องทำแผนแม่บทในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาในประเทศให้เข้มแข็ง อย่างน้อยต้องยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง แต่เรายังไม่มีแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยจะทำให้เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว
นพ.วิชัย กล่าวว่า ปัญหายาแพงมี 6 ประการ คือ 1 .สิทธิบัตร 2 . สิทธิผูกขาดที่ทำนอกเหนือสิทธิบัตรยา ยกตัวอย่าง เมื่อยาใหม่ที่ไม่มีสิทธิบัตรเข้ามา พวกบริษัทยาจะนำยากลุ่มนี้เข้าโครงการควบคุมกำกับยา โดยจะห้ามบริษัทยาอื่นผลิตยากลุ่มนี้ทันที ที่สำคัญจะสามารถตั้งราคายาได้ตามใจชอบ 3. การโฆษณาเกินจริง 4. งบส่งเสริมการขาย อาทิ การสนับสนุนแพทย์บางกลุ่มในการจัดกิจกรรม โดยแพทย์กลุ่มนี้ก็ทำตัวเหมือนทาสบริษัทยา และแพทย์เหล่านี้ก็จะสั่งจ่ายยาของบริษัทตัวเองเป็นการตอบแทน 5 .อุตสาหกรรมยาของประเทศไทยอ่อนแอ กลายเป็นจุดอ่อน ขณะที่ประเทศอินเดียกลับผลิตยาขายประเทศต่างๆ ได้ เพราะมีความกล้าในการผลิต แต่อุตสาหกรรมยาในไทยขาดความกล้า ทำให้ยังเป็นอุตสาหกรรมทารกอยู่ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ฯก็ยังไม่เพียงพอ และ 6 .การยัดเยียดการจ่ายยา โดยให้แพทย์บางรายสั่งจ่ายยาแพงๆ กรณีที่ผู้ป่วยบางรายเบิกจ่ายได้ เป็นต้น
“การควบคุมราคายานั้น ควรมีการรวมกองทุนประกันสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว แต่ปัญหาคือ ระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการไม่ยอม ทั้งๆ ที่การดำเนินงานอ่อนแอ โดยเฉพาะระบบประกันสังคม ยังทำงานไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแพทย์บางคน มีการปกป้องโรงพยาบาล แต่ไม่ปกป้องผู้ประกันตน ขณะที่ระบบสวัสดิการข้าราชการ เมื่อเบิกได้แพทย์ก็จ่ายยาแพง ทำให้ประเทศไทยเสียงบประมาณในการจ่ายยาโดยใช่เหตุ ทางที่ดีที่สุดควรรวมทั้งสองระบบมาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช. เป็นผู้ดูแลแทน ” นพ.วิชัย กล่าว
นายนิมิตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราถูกบริษัทยาล้างสมอง ตั้งแต่อาจารย์แพทย์จนถึงประชาชน เวลาจะจ่ายยาจะมีการเขียนยาเป็นชื่อการค้า เวลาคุยกันก็พูดเป็นชื่อยา ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเราเริ่มเห็นว่า เมื่อมีการผลักดันการทำซีแอลคนจะติดยี่ห้อ และถูกตั้งคำถามว่า ยาสามัญ ซึ่งเป็นยาถูกจะดีจริงหรือไม่ เนื่องจากถูกมาก
นายนิมิตร์ กล่าวว่า ภาคประชาชนกำลังจับตาการดำเนินงานของภาครัฐในเรื่องการบริหารจัดการยาทั้งระบบ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะห่วงประเด็นเรื่องสุขภาพ เพราะหากรัฐไปเจรจากับต่างชาติในเรื่องใดๆก็ตาม แต่หากประชาชนไม่รู้ ก็จะเสียสิทธิทันที แต่ที่ผ่านมากระทรวงต่างประเทศกลับมีการร่างกฎหมายลูก ซึ่งในรายละเอียดแทบไม่มีเนื้อความของมาตรา 190 อยู่ คือ การทำสัญญาใดๆ แทบไม่ต้องผ่านสภาฯ เลย ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ ( 28 พฤษภาคม) เวลา 10.00 น. ทางเครือข่ายฯ จะไปเรียกร้องที่รัฐสภา เพื่อทวงถามว่าร่างกฎหมายลูกฉบับประชาชน ที่เครือข่ายยื่นเสนอเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร



