
ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวหลังทำนา
นำร่องผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ยกฐานะเกษตรกรหลังทำนา : โดย...ดลมนัส กาเจ
หลังจากที่สุดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำร่องโครงการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชั้นพันธุ์จำหน่าย ภายใต้โครงการจัดระบบการปลูกข้าวมาตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ในพื้นที่ 12 จังหวัด มีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 33 แห่งนั้น มีสมาชิกร่วมทั้งหมดในปีแรกจำนวน 3,319 ราย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวคุณภาพ 2,987 ตัน เป็นชั้นพันธุ์ขยาย 112.69 ตัน ชั้นพันธุ์จำหน่าย 2,874.337 ส่งมอบขายให้กรมวิชาการเกษตรในราคา กก.ละ 40 มูลค่ารวมกว่า 199 บ้านล้านบาท ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดคือ จ.ตาก ตามด้วย จ.อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ทำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มถึง 4.3 หมื่นบาทต่อครอบครัวและต่อครั้ง
การดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชั้นพันธุ์จำหน่าย ภายภายใต้โครงการจัดระบบการปลูกข้าวนั้น เกิดมาจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปลูกข้าวของเกษตรปีละหลายครั้งให้ปลูกข้าวเพียงปีละ 2 ครั้ง โดยส่งเสริมให้มีการปลูกถั่วเขียวหลังจากทำนาเพื่อลดการใช้น้ำเพื่อการเกษตรเนื่องจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันหลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังประสบกับภัยแล้ง นอกจากนี้เพื่อลดปัญหาการระบาดของแมลง อาทิ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล รวมถึงเพื่อต้องการให้เกษตรกรได้บำรุงดินอีกด้วย
สำหรับฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 นั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์มีเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจำนวน 1,000 ตันให้กับโครงการจัดระบบการปลูกข้าว โดยมีสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ 14 แห่งในพื้นที่ 5 จังหวัดที่ปลูกถั่วเขียวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2555 โดยเฉพาะ จ.ตาก ที่ผลิตพันธุ์ถั่วเขียวมากที่สุด มีหสกรณ์เข้าร่วมโครงการจำนวน 2 แห่ง คือสหกรณ์นิคมแม่สอดจำกัด และสหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด ปีนี้ตั้งเป้าการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวคุณภาพจำนวน 360 ตัน
นายสุวัฒน์ มีผิว ผู้จัดการสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด กล่าวว่า ในพื้นที่ อ.แม่สอด และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก และหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดจะปลูกถั่วเขียวเน้นขายผลผลิตส่งโรงงานอุตหสาหกรรม เพื่อแปรรูปเป็นเส้นหมี่ แต่การปลูกถั่วเขียวที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีรายได้น้อยข้าวโพดเนื่องจากถั่วเขียวพันธุ์กำแพงพชร 2 ให้ผลผลิตน้อยเพียงไร่ 80-100 กก.เท่านั้น ขณะที่ราคาไม่แน่นอนบางปีจะขายได้ กก.ละ 25 บาท แต่บางปีขายได้เพียง กก.ละ 20 บาทเท่านั้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายถั่วเขียวไร่ละ 2,000-2,500 บาทต่อรุ่น ขณะที่ข้าวโพดจะได้ผลผลิตไร่ละ 750 กก. ขายในราคา กก.ละ 9 บาท เกษตรกรจะมีรายได้ไร่ละกว่า 6,000-7,000 บาท
"ที่กรมส่งสหกรณ์มาส่งเสริม ใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชัยนาท 72 เกษตรกรเพิ่งปลูกมารุ่นเดียวเท่านั้น พบว่าให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้ไร่ละ 80-100 กก.มาเป็นไร่ละ 120-150 บาท เป้าจริงๆ ต้องได้ไร่ละ 240 กก.และขายในราคา กก.ละ 34 บาท จะให้เกษตรกรมีรายได้ไร่ละกว่า 8,000 บาท ถ้าทำได้ถือว่ามีรายได้ที่ดีกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสียอีก" นายสวัฒน์ กล่าว
ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน "วันเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์เขียว ปี 2555/2556 ที่ตลาดกลางผลิตผลการเกษตรของสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด ว่าการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเขียวหลังทำนานั้น เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ต้องการให้เกษตรกรลดการทำนาปีละหลายครั้งให้เหลือเพียงปีละ 2 ครั้ง เพื่อลดการใช้น้ำนั่นเอง แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากระทรวงเกษตรฯ เอง ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก
จึงเห็นว่ามีเพียงสหกรณ์เท่านั้นที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงนำร่องโครงการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชั้นพันธุ์จำหน่ายขึ้นมาในฤดูการผลิตปลูกปี 2554/2555 โดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด และสหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด เสมือนตัวแทนสหกรณ์ที่ผลิตพันธุ์ถั่วเขียว เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ และยังยกระดับการช่วยเหลือภาครัฐในการผลิตพันธุ์ถั่วเขียวให้เพียงพอต่อความต้องการอีกด้วย
"การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ สหกรณ์ต้องควบคุมการผลิตตลอดกระบวนการตั้งแต่การคัดสมาชิก คัดพื้นที่ที่เหมาะสม คัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ต้องดูแลแปลงอย่างดี ต้องรู้จักเก็บเกี่ยว การลดความชื้น ตลอดจนการปรับปรุงสภาพการเก็บรักษา และตรวจสอบคุณภาพ สมาชิกสหกรณ์ที่ปลูกถั่วเขียวเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์นั้น ต้องเป็นมืออาชีพ ที่ต้องดำเนินการตามหลักเทคโนโลยีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวที่มีคุณภาพตรงกับสายพันธุ์ ปีนี้แม้ว่าเกษตรกรจะได้ผลลิตไร่ละ 150 กก.แต่เป้าของเราต้องได้ไร่ละ 240 บาท โครงการจะรับซื้อเมล็ดที่คัดแล้วในราคา กก.ละ 40 บาท ผมมั่นใจว่าการปลูกถั่วเขี่ยวเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์นั้น จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดี สามารถยกฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรต้องดีขึ้นตามด้วย" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
ก็นับเป็นอีกโครงการที่กระรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามที่จะให้เกษตรลดการทำนา อันเนื่องจากต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ขณะที่หลายพื้นที่กำลังประสบกับภัยแล้ง หากโครงประสบผลสำเร็จตามเป้าที่วางไว้นอกจากจะเป็นการประหยัดน้ำแล้วยังทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย
-------------------
ฝนตก 2 ช่วงก็พอแล้ว
นางเบญจวรรณ ทาหว่างกัน เกษตรกรชาว ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก บอกว่ามีพื้นที่ทำกิน 10 ไร่ จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะได้ผลผลิตราวปี 500 ถัง หรือไร่ละ 50 ถัง (ถังละ 15 กก.) หรือ 750 กก. ขายได้ในราคา กก.ละ 9 บาทกว่า เฉลี่ยแล้วเกษตรกรจะมีรายได้ 6,750 บาท พอหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วจะปลูกถั่วเขียวเป็นอาชีพเสริม เดิมทีชาวบ้านปลูกพันธุ์กำแพงแสน 2 แต่เป็นที่ปะปนทำให้ผลผลิตน้อย รวมแล้วพื้นที่ 10 ไร่ จะได้ผลผลิต 60-70 ถัง ขายในราคาถังละกว่า 300 บาท เมื่อเทียบกับข้าวโพดแล้วถือว่าปลูกข้าวมีรายได้ดีกว่า
"ตามโครงการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชั้นพันธุ์จำหน่าย ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มาส่งเสริม เป็นพันธุ์ชัยนาท 72 ถ้าได้ไร่ละ 240 กก.จริง และซื้อในราคา 34 บาท หรือถ้าคัดแล้วราคากก.40 บาท ก็ดี เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะถือว่ามีรายดีกว่าข้าวโพด เพราะปลูกถั่วเขียวไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย มีเพียงค่าเมล็ดพันธุ์กับปุ๋ยเท่านั้น ข้อดีอีกอย่างคือถั่วเขียวใช้น้ำน้อย ขอให้ฝนตกช่วงปลูกใหม่ และช่วงออกดอกก็พอแล้ว" นางเบญจวรรณ กล่าว
-------------------
(นำร่องผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ยกฐานะเกษตรกรหลังทำนา : โดย...ดลมนัส กาเจ)



