ไลฟ์สไตล์

คณะกก.ประเมินผลกระทบค่าแรงถกนัดแรก6ธ.ค.

คณะกก.ประเมินผลกระทบค่าแรงถกนัดแรก6ธ.ค.

22 พ.ย. 2555

คสรท.มอบช่อดอกไม้ให้'เผดิมชัย'ขอบคุณขึ้นค่าจ้าง 300 บ. ห่วงถูกเลิกจ้าง รมว.แรงงานเผยประชุมประเมินผลกระทบนัดแรก 6 ธ.ค.นี้ จี้สภาอุตฯร่วมแจงข้อมูลปัญหาให้ชัด

               วันที่ 22 พ.ย.2555 เมื่อเวลา 14.45  น.  ที่กระทรวงแรงงาน นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.)และตัวแทนเครือข่ายแรงงานต่างๆได้นำกระเช้าดอกไม้มามอบให้แก่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.)เพื่อขอบคุณและให้กำลังใจในการที่กระทรวงแรงงานและรัฐบาลผลักดันนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศจนเกิดผลเป็นรูปธรรม

               นายชาลี ลอยสูง ประธานคสรท. ให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้รัฐบาลเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วงเดือนธ.ค.นี้ และร่วมมือกับภาคธุรกิจต่างๆเช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีในการสำรวจและค้นหาสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างโดยแยกออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆและแยกเป็น  3 ประเภทได้แก่ 1.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและมีแนวโน้มเลิกจ้างแรงงานสูงมาก  2.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบปานกลางและมีแนวโน้มเลิกจ้างปานกลางและ3.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อยและมีแนวโน้มเลิกจ้างน้อย

               นายชาลี กล่าวอีกว่า ข้อมูลข้างต้นควรสรุปให้ชัดเจนภายในกลางเดือนธ.ค.นี้  หลังจากนั้นก็กำหนดมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มธุรกิจและธุรกิจแต่ละประเภทที่ได้รับผลกระทบโดยควรสรุปมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายเนเดือนธ.ค.นี้ เพื่อให้มาตรการออกมาทันรับกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดซึ่งมีผลในวันที่ 1 ม.ค.2556

               "ผมไม่อยากให้กระทรวงแรงงานและรัฐบาลรอดูสถานการณ์ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแล้วค่อยออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่อยากให้ค้นหาสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้เจอ หลังจากนั้นก็เร่งออกมาตรการช่วยเหลือแบบล็อคเป้าหมาย  จะทำให้ช่วยเหลือภาคธุรกิจได้ตรงจุดและป้องกันปัญหาการเลิกจ้างได้อย่างมาก"  ประธานคสรท. กล่าว

               นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน  กล่าวหลังรับมอบกระเช้าดอกไม้ว่า   กระทรวงแรงงานและรัฐบาลยินดีดูแลรับฟังปัญหาและช่วยเหลือทั้งฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างอย่างเต็มที่เพราะรู้ดีว่านโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างมีผลกระทบต่อทั้งสองฝ่าย   ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ได้แจ้งตนว่าได้นัดประชุมคณะกรรมการศึกษาและพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างที่มีนายกิตติรัตน์   ณ  ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธานคณะกรรมการฯในวันที่ 6  ธันวาคมนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการประชุมกันนัดแรกโดยสศช.ได้เชิญกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วมประชุมด้วย

               รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า     ขอเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)มาเข้าร่วมประชุมดังกล่าวด้วยโดยอยากให้ช่วยแจ้งข้อมูลอย่างละเอียดว่า   มีอุตสาหกรรมประเภทใดได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างบ้าง    มีจำนวนกี่แห่งและลูกจ้างกี่คน  อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง  และได้รับผลกระทบอย่างไร   รวมทั้งแยกแยะออกมาเป็นประเภทให้ชัดเจนตามประเภทธุรกิจขนาดใหญ่  กลางและเล็ก และในธุรกิจแต่ละขนาดก็แยกย่อยออกมาเป็น  1.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก  2.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบปานกลางและ3.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อย เพื่อรัฐบาลจะได้เข้าถึงธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมได้สอดคล้องกับเดือดร้อนของธุรกิจแต่ละกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ   หรือส.อ.ท.จะนำข้อมูลดังกล่าวมาหารือในการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายที่กระทรวงแรงงานจะจัดตั้งขึ้นมาก็ได้

               "หากมีข้อมูลของธุรกิจต่างๆที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และพบว่าเดือดร้อนหนักจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเยียวยา ผมในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯก็พร้อมที่จะเสนอคณะกรรมการฯให้เร่งสรุปผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค.นี้เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ  จะได้ทันกับการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า” นายเผดิมชัย กล่าว

               รมว.แรงงาน  กล่าวด้วยว่า   ส่วนที่เกรงกันว่าการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท จะทำให้แรงงานต่างด้าวแอบลักลอบเข้ามาทำงานในไทยเป็นจำนวนมากนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม  ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคงดูแลตามแนวตะเข็บชายแดนเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม และหลังจากวันที่ 14 ธ.ค.นี้ซึ่งพ้นกำหนดเวลาพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติทั้งพม่า  กัมพูชาและลาว   จะไม่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทำงานอยู่ในไทยเพราะกระทรวงแรงงานจะประสานประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งตัวกลับประเทศต้นทาง  รวมทั้งจะมีการตรวจสอบและจับกุมอย่างเข้มงวด

               "หลังจากวันที่   14    ธ.ค.นี้เป็นต้นไป    แรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามาทำงานในไทยต้องเข้ามาโดยผ่านระบบความร่วมมือ(เอ็มโอยู)ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ให้นายจ้างแต่ละภาคธุรกิจเช่น ประมง  ก่อสร้างแจ้งตัวเลขความต้องการนำเข้าแรงงานต่างด้าวมาให้ชัดเจน รวมถึงมีการทำสัญญานำเข้ามาเพื่อทำงานประเภทนั้นๆเท่านั้น   ห้ามย้ายไปทำงานประเภทอื่นๆเด็ดขาด  ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในโดยถูกต้องตามกฎหมาย จะได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาทและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541” นายเผดิมชัย กล่าว

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน(กกจ.)ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาวยื่นขอพิสูจน์สัญชาติกับกกจ.  1,700,000 คน  และได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วกว่า 1,500,000 คน    ยังเหลือแรงงานที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติอีกประมาณ 180,000 คนแยกเป็นสัญชาติพม่า 45,000  คน  กัมพูชา 40,000 คนและลาวกว่า 99,000  คน

               นายจีรศักดิ์  สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.)   กระทรวงแรงงาน  กล่าวว่า ในส่วนของสปส.มีโครงการสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการจ้างงานเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีซึ่งได้เตรียมวงเงินรองรับไว้ประมาณ 10,000    ล้านบาทและเริ่มปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการตั้งแต่เดือนเม.ย.2555  ซึ่งมีการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 7 จังหวัด   เพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างและไม่ให้มีการเลิกจ้าง และเมื่อครม.มีมติออกมาให้ขยายเวลามาตรการที่มีอยู่เดิม ซึ่งรวมถึงโครงการสินเชื่อฯด้วย สปส.ก็จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

               เลขาธิการสปส. กล่าวอีกว่า  ส่วนการขยายเวลาการใช้มาตรการอัตราลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างนั้น  คณะกรรมการประกันสังคม(สปส.)จะหารือในเรื่องเหล่านี้ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้    รวมทั้งจะมีการศึกษารายละเอียดด้วยว่า  หลังปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ   ซึ่งทำให้อัตราการส่งเงินสมทบของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ภาพรวมเงินกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่และผลจากการใช้มาตรการข้างต้น ทำให้เงินกองทุนประกันสังคมลดลงไปเท่าใดเพื่อประเมินสถานะล่าสุดของกองทุนประกันสังคม

...................................................................................................
( หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว )