
ผลสำรวจพบเด็กไทยขาด'วิตามินดี'พุ่ง
นักวิจัยเผยผลการสำรวจพบภาวะพร่องวิตามินดีสูงถึง 40% เนื่องจากมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงแสงแดด ขณะที่โรคอ้วนพบ 19% จากพฤติกรรมการบริโภค
วันที่ 22 พ.ย. 2555 สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และรอยัล ฟรีสแลนด์คัมพิน่าร่วมกันแถลงผลการสำรวจภาวะโภชนาการของเด็กไทย อายุ 6 เดือน ถึง 12 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการสำรวจภาวะโภชนาการและสุขภาพเด็กในภูมิภาคอาเซียน (The South East Asia Nutrition Survey; SEANUTS) พบเด็กไทยส่วนใหญ่ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ-ซี-ดี และเป็นโรคอ้วน
โดย รศ. ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำโครงการสำรวจภาวะโภชนาการและพัฒนาการของเด็กไทย อายุตั้งแต่ 6 เดือน - 12 ขวบ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการสำรวจภาวะโภชนาการและสุขภาพเด็กในภูมิภาคอาเซียน (The South East Asia Nutrition Survey; SEANUTS) โดยทำการศึกษาร่วมกัน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยในส่วนของประเทศไทยได้ทำการเก็บตัวอย่างเด็กจำนวน 3,100 คน ใน กทม. ลพบุรี เชียงใหม่ พังงา ศรีษะเกษ และกาฬสินธุ์ ตั้งแต่ม.ค. 2554 - ก.ค. 2555 เพื่อประเมินภาวะโภชนาการ จากการวัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบแขน เป็นต้น ร่วมด้วยการตรวจวัดความสมบูรณ์ของร่างกายด้านต่างๆ เช่น การวัดคุณภาพของกระดูก รวมถึงการวิเคราะห์ทางชีวเคมีในเลือด
รศ.ดร.วิสิฐ กล่าวต่อว่า จากผลการสำรวจพบว่าทั้งประเทศไทยและมาเลเซียซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจส่งผลให้เด็กมีภาวะขาดสารอาหารน้อยลงเหลือไม่ถึง 10 % แต่กลับพบอัตราเด็กเป็นโรคอ้วน หรือน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซียกลับพบปัญหาเด็กผอม ขาดสารอาหารมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ เมื่อดูเฉพาะผลสำรวจเด็กไทยยังพบว่าประสบปัญหาขาดสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ ในจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ ซีและดี ส่งผลให้เป็นโรคโลหิตจางเพิ่มขึ้นโดยเด็กในกทม.เป็นโรคดังกล่าว 9% และต่างจังหวัด 18%
ด้าน ผศ.ดร. นิภา โรจน์รุ่งวศินกุล หัวหน้าโครงการสำรวจภาวะโภชนาการการและสุขภาพเด็กในภูมิภาคอาเซียน และ นักวิจัยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากผลสำรวจเห็นได้ชัดเจนว่า เด็กแนวโน้มการขาดสารอาหารมากขึ้น โดยได้เก็บข้อมูลใน 2 ลักษณะได้แก่ การเก็บข้อมูลด้านการบริโภค และการเก็บข้อมูลจากการสุ่มตรวจเลือดประมาณ 20%จากจำนวน 3,100 คน พบว่าเด็กในช่วงวัยนี้มีการขาดมิตามินดีสูงถึง 40% หรือในจำนวน 1 ใน 3 ของเด็กที่ได้ทำการสำรวจทั้งหมด และขาดวิตามินเอ 10% มีภาวะโลหิตจาง เพราะขาดแร่ธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น
ผศ.ดร. นิภา กล่าวอีกว่า เมื่อนำข้อมูลจากทั้ง 4 ประเทศมาเปรียบเทียบกัน พบว่าทุกประเทศพบเด็กที่มีภาวะพร่องวิตามินดีในปริมาณที่ใกล้เคียนกันทั้งหมด ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกลัวผิดคล้ำ หรือผิวดำ ทำให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ผู้ปกครองปลูกฝังให้เด็ก คือต้องอยู่ในร่ม เด็กส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับแสงแดด เมื่อทำกิจกรรมก็มักจะทำในร่มมากกว่ากลางแจ้ง เช่นเวลามาไปโรงเรียนออกจากบ้านแต่เช้า เมื่อถึงโรงเรียนก็เรียนในห้องแอร์ รับประทานอาหารในห้องแอร์ แม้แต่การออกกำลังยังออกกำลังในห้องแอร์ กิจกรรมกลางแจ้งน้อยลง ทำให้เด็กไม่มีโอกาส หรือมีโอกาสน้อยมากในการรับวิตามินดีจากแสงแดด ที่ร่างกายจะต้องได้รับอย่างเพียงพอ ทำให้แนวโน้มในอนาคตเด็กเล็กจะเสี่ยงต้องการเกิดภาวะพร่องวิตามินดีสูงกว่าผู้ใหญ่ โดยพบว่าเด็กในเมืองมีภาวะขาดวิตามินดีสูงกว่าเด็กชนบท
"เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาเคยมีนักวิจัยได้ทำการการสำรวจภาวะขาดวิตามินดีในเด็กโตและในวัยผู้ใหญ่ ยังไม่พบว่ามีปัญหาหรือมีแนวโน้มว่าจะว่าจะมีการเกิดภาวะพร่องวิตามินดี ซึ่งการศึกษาภายใต้โครงการ SEANUTS ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพบว่ามีจำนวนเด็กเล็กขาดวิตามินดีในจำนวนที่สูง ซึ่งสามารถสันนิฐานได้ว่าอนาคตผู้ใหญ่ก็จะมีแนวโน้นการขาดวิตามินดีที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อกระดูกและมีภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าผู้ที่ไม่ขาดวิตามินดี ดังนั้น ต้องมีการปรับพฤติกรรม โดยโรงเรียนควรปรับวิธีการเรียนพละศึกษาให้เป็นกลางแจ้งมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีวิชาเรียนอาทิตย์ละ 1 คาบเรียน แต่ก็ยังเรียนในร่มอีก ส่วนพ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องให้ลูกออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น พาออกมาสนามหญ้า ออกมาวิ่งเล่นนอกบ้านบ้างเพื่อให้ได้รับแสงแดดที่เพียงพอต่อความต้องการ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเช้า หรือช่วงที่มีแดดอ่อนๆ" ผศ.ดร. นิภา กล่าว
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจยังพบว่า ปัญหาโรคอ้วนในเด็กไม่ได้ลดลงและยังเป็นปัญหาเหมือนๆกับทุกประเทศ โดยพบว่าเด็กไทยเป็นโรคอ้วนสูงถึง 19 % ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป โดยเน้นความสะดวกสบายเป็นหลัง โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของโภชนาการที่ร่างกายควรได้รับ
ด้าน รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องของโภชนาการสำคัญมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะเด็กที่มีอายุ 2 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนามากที่สุด หากเด็กกลุ่มนี้ได้รับโภชนาการที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อพัฒนาการอย่างรุนแรง และอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญกับเด็กให้มาก โดยเฉพาะเรื่องเด็กอ้วนที่พบมากขึ้นดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญ และร่วมกันเร่งแก้ไขปัญหาภาวะโภชนาการของเด็กไทย
นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงวุฒิด้านอาหารและโภชนากรของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้นำข้อมูลการสำรวจภาวะโภชนาการของเด็กไทยไปหารือ กับนักโภชนาการของประเทศมาเลเซีย พบว่าขณะนี้สุขภาพของเด็กไทยอันเป็นผลมาจากภาวะโภชนาการด้อยกว่าประเทศมาเลเซีย และเวียดนามแล้ว หากยังไม่มีการแก้ไขหรือดำเนินการใดๆ คาดว่าในอนาคตอาจจะด้อยกว่าประเทศพม่าก็ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ภาครัฐต้องวางนโยบายที่ชัดเจน จริงจัง โดยการนำข้อมูลด้านโภชนาการที่มีคนทำไว้แล้วมาสังเคราะห์และผลักดันต่อเนื่อง
"การจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ รัฐบาลต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง และต้องผลักดันให้ผู้บริหารประเทศเข้ามาทำงานเรื่องนี้ เพื่อให้นโยบายนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติ และจากผลการศึกษาในหน่วยงานต่างๆต้องนำมาแรกเปลี่ยนกัน เพื่อสรุปปัญหาดูสถานก้านโภชนาการของเด็กอย่างครบถ้วย แล้วนำมาเชื่อมโยงกัน เพื่อที่ได้กำหนดทิศทางในการแก้ไขปัยหาต่างๆร่วมกัน" นายสง่า กล่าว
..............................................
( หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว )



