ไลฟ์สไตล์

เผดิมชัยสั่งเฝ้าระวังเลิกจ้างรับมือค่าจ้าง300บ.

เผดิมชัยสั่งเฝ้าระวังเลิกจ้างรับมือค่าจ้าง300บ.

21 พ.ย. 2555

รมว.รง.สั่งทุกหน่วยงานของรง.เฝ้าระวังเลิกจ้างหลังครม. ใน 70 จว. จับตาพื้นที่ 29 จว.ในภาคเหนือ-อีสาน ด้านนักวิชาการหนุนตั้งกองทุน5พันล.ช่วยเอสเอ็มอี

               วันที่ 21 พ.ย.2555 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.)กล่าวถึงกรณีที่นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ออกมาคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนธันวาคมนี้จะมีการเลิกจ้างจำนวนมาก เนื่องจากนายจ้างจะเลิกจ้างงานก่อนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเพื่อจ่ายเงินชดเชยน้อยกว่าการหลังปรับขึ้นค่าจ้าง พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาโปะเงินที่หายไปจากกองทุนประกันสังคม เนื่องจากการขยายเวลาใช้มาตรการลดเงินสมทบทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเพื่อความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมว่า ตนเชื่อว่าในเดือนธันวาคมนี้ มีความเป็นไปได้ที่ภาคธุรกิจต่างๆ อาจจะเลิกกิจการก่อนการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัด เพราะนายจ้างสามารถจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างในอัตราที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับช่วงที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีการปรับค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทครั้งแรกขึ้นไปแล้วใน 7 จังหวัด ภาคธุรกิจก็ได้มีการปรับตัวระดับหนึ่ง ดังนั้น ตนจึงไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน อีกทั้งขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานรวมกว่า 300,000 คน และประเทศต่างๆก็มีความต้องการแรงงานไทยไปทำงานด้วยและจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูง

               "อยากขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ปรับค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทให้แก่แรงงานตามที่กฎหมายกำหนด เพราะหากบริษัทอื่นปรับค่าจ้างสูงกว่าวันละ 300 บาท จะส่งผลให้มีการย้ายงานไปทำงานในสถานประกอบการที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่า จึงอยากให้บรรดาผู้ประกอบการเห็นใจและคำนึงด้วยว่า แรงงานคือผู้ที่ทำให้บริษัทมีความมั่นคงและมีรายได้ หากแรงงานอยู่ไม่ได้ สถานประกอบการต่างๆก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน" รมว.แรงงาน กล่าว

               นายเผดิมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการในการเฝ้าระวังการเลิกจ้างนั้นได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศเร่งสร้างความเข้าใจและเฝ้าระวังสถานการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะใน 29 จังหวัดที่มีการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดด ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงแรงงานมีศูนย์โปร่งใสในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งคอยรับเรื่องร้องเรียนปัญหาต่างๆจากแรงงาน รวมทั้งรับเรื่องราวร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท โดยได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานเร่งรวบรวมปัญหาและสรุปผลมารายงานตนภายในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเสนอรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

               นายเผดิมชัย กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีการขยายเวลาใช้มาตรการการลดเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบนั้นก็เพื่อเป็นมาตรการจูงใจและช่วยเหลือนายจ้างเพื่อปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท แต่รัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบ 2.75 % เช่นเดิม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนได้รับไม่ได้ลดน้อยลงและไม่ได้มีการไปลดเงินสมทบในส่วนขอสิทธิประโยชน์ในกรณีชราภาพ ทั้งนี้ โดยภาพรวมการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ส่งผลให้การส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 45 % จึงไม่อยากให้แรงงานกังวลว่ามาตรการนี้จะกระทบต่อสถานะของกองทุนประกันสังคม

               นายปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้สั่งการไปยังสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใน 70 จังหวัดให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับสถานประกอบการต่างๆในจังหวัดเพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือเสนอมายังกสร.เพื่อจะได้สรุปข้อมูลเสนอต่อ รมว.แรงงาน

               อธิบดีกสร. กล่าวอีกว่า กสร.ได้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์การเลิกจ้างในช่วงเดือนม.ค.จนถึงวันที่ 20 พ.ย.2555 โดยแยกเป็น 3 ประเภทกิจการได้แก่ 1.สถานประกอบการเลิกจ้างเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 5 แห่งเป็นกิจการประเภทสิ่งทอ ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งออก ผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารามีลูกจ้างรวมทั้งหมด 1,908 คนในจำนวนนี้ถูกเลิกจ้าง 1,072 คน
               2.สถานประกอบการเลิกจ้างเนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 12 แห่งเป็นกิจการประเภทประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตเสื้อผ้า เครื่องประดับส่งออก เครื่องปั้นดินเผา บริการขนส่ง มีลูกจ้างทั้งหมด 3,747 คนในจำนวนนี้ถูกเลิกจ้าง 2,524 คน
               3.สถานประกอบการการเลิกจ้างในกรณีอื่นๆ เช่น การขาดทุนสะสมตนต้องปิดกิจการ คำสั่งซื้อลดลง ประสบภัยน้ำท่วม มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 33 แห่งเป็นกิจการประเภทโรงแรม ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขนส่งสินค้า ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รับเหมาก่อสร้าง ประกันภัย มีลูกจ้างทั้งหมด 7,567 คนในจำนวนนี้ถูกเลิกจ้าง 2,508 คน และสถานประกอบการที่มีแนวโน้มเลิกจ้างมี 33 แห่งเป็นกิจการประเภทโรงแรม ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ผลิตสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ มีลูกจ้าง 46,872 คน

               "การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 7 จังหวัด เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา มีแรงงานถูกเลิกจ้างน้อยมาก แต่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค.2556 คิดว่าคงจะมีผลกระทบต่อสถานประกอบการมากกว่าครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีแรงงานได้รับผลกระทบถึงขั้นถูกเลิกจ้างจำนวนเท่าไหร่ แต่โดยภาพรวมของประเทศคงไม่กระทบต่อภาคธุรกิจอย่างรุนแรงเพราะนายจ้างมีเวลาปรับตัวล่วงหน้าถึง 1 ปี สถานประกอบการบางพื้นที่เช่น จ.พระนครศรีอยุธยาก็ปรับตัวได้แล้วและให้ค่าจ้างสูงถึงวันละ 320 บาท เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน อย่างไรก็ตาม กิจการประเภทใช้แรงงานแบบเข้มข้นอาจจะได้รับผลกระทบมากเช่น โรงงานผลิตเสื้อผ้า รองเท้า ทั้งนี้ อยากให้แรงงานปรับตัวโดยขยันทำงานมากขึ้น ไม่หยุดงานบ่อยเพื่อให้การทำงานคุ้มค่ากับการปรับค่าจ้าง" นายปกรณ์ กล่าว

               นายปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า หากแรงงานถูกเลิกจ้างจำนวนมาก ทางกระทรวงแรงงานได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้วโดยรมว.แรงงานให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงแรงงานทำร่วมกันแบบบูรณาการทั้งการเฝ้าระวังการเลิกจ้างและแก้ปัญหา เช่น นายจ้างงดส่งเงินสมทบ หรือ แรงงานในพื้นที่ใดไปสมัครงานมากเป็นพิเศษ ก็แสดงถึงสัญญาณการเลิกจ้าง และหากแรงงานถูกเลิกจ้าง กระทรวงแรงงานก็จะเข้าไปดูแลโดยกสร.ดูแลให้ได้รับเงินชดเชยการถูกเลิกจ้างและสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำนักงานประกันสังคม(สปส.)จ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน กรมการจัดหางาน(กกจ.)จัดหาตำแหน่งงานรองรับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.)เข้าไปพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเข้าไปทำงานในสถานประกอบการแห่งใหม่

               "ในเรื่องของตำแหน่งงานรองรับแรงงานถูกเลิกจ้างนั้นไม่น่าห่วงเพราะขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมเช่น ผลิตรถยนต์ขาดแคลนแรงงานกว่า 1 แสนคน และบริษัทญี่ปุ่นก็ต้องการแรงงานจำนวนมาก รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกก็ยังมีความต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีแรงงานในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เช่น ภาคเหนือหรืออีสาน ถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเท่าที่ดูตัวเลขส่วนต่างของค่าจ้างที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ทางกระทรวงแรงงานคงจะต้องเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเป็นระบบเพราะแรงงานต้องเคลื่อนย้ายพื้นที่ทำมาหากินโดยต้องจัดหาตำแหน่งงานรองรับ ฝึกอบรมทักษะการทำงานในตำแหน่งงานใหม่และประสานนายจ้างจัดหาที่พักรองรับ" อธิบดีกสร. กล่าว

นักวิชาการหนุนตั้งกองทุน5พันล.ช่วยเอสเอ็มอี

               ในส่วนของ รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.การวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรจะเร่งดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2556 ก็คือ จะต้องเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานทั่วประเทศให้ได้มากที่สุดเพื่อให้แรงงานผลิตชิ้นงานได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้คุ้มค่ากับการปรับขึ้นค่าจ้าง รวมทั้งต้องหาข้อมูลให้ชัดเจนว่าธุรกิจกลุ่มใดบ้างได้รับผลกระทบ อยู่ในพื้นที่ไหนและได้รับผลกระทบอย่างไร

               นอกจากนี้ รัฐบาลจะผลักดันมาตรการต่างๆที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เช่น การเสริมสภาพคล่องทางการเงิน การซื้อเครื่องจักรใหม่ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณวงเงินกว่า 4,000-5,000 ล้านบาทมาจัดตั้งกองทุนเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีโดยคิดดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลา 1-2 ปีโดยเน้นช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประเมินแล้วว่ามีกำลังเพียงพอที่จะทำธุรกิจต่อไปได้หลังจากที่มีการปรับขึ้นค่าจ้าง และไม่ควรช่วยเหลือแบบสเปะสะปะเพื่อให้คุ้มค่ากับงบประมาณรัฐที่ต้องจ่ายไป

               "หากการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานทำได้ล่าช้าและจำนวนน้อยไม่ทันกับการปรับขึ้นค่าจ้างในปีหน้า จะทำให้การจ้างงานแรงงานไร้ฝีมือลดลงถึง 14% ซึ่งส่งผลให้มีแรงงานว่างงานเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนคนจากปัจจุบันที่มีผู้ว่างงานอยู่แล้ว 3 แสนคน อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลและกระทรวงแรงงานสามารถพัฒนาฝีมือแรงงานได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จะมีแรงงานว่างงานเพิ่มขึ้นแค่ประมาณ 1 แสนคน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานต้องเร่งผลักดันแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยเร็วที่สุด ผมเชื่อว่าแรงงานกลุ่มนี้คงว่างงานอยู่ไม่นานเพราะปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมต่างๆขาดแคลนแรงงานอย่างมาก แต่อาจจะต้องเปลี่ยนงานไปทำงานที่ต่างจากเดิมโดยจะต้องลงไปค้นหาแรงงานที่ถูกเลิกจ้างถึงในหมู่บ้านและตำบลต่างๆ"  รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว