ไลฟ์สไตล์

เก็บค่าบริการทำงานนอกไม่เกิน1เดือน

เก็บค่าบริการทำงานนอกไม่เกิน1เดือน

20 พ.ย. 2555

เลขาฯรมว.แรงงานเผยกฤษฎีกาฟันธงระเบียบ ก.แรงงานเก็บค่าบริการไปทำงานเมืองนอกได้ไม่เกิน 1 เดือน ค่าใช้จ่ายเก็บตามจริง ตั้ง "วินัย" นั่งกรรมการแก้ไขระเบียบ

               วันที่ 20 พ.ย. 55  ที่กระทรวงแรงงาน นายสง่า  ธนสงวนวงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า  จากกรณีปัญหาการตีความการเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอลและไต้หวัน ทำให้มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริง และเมื่อมีการตรวจสอบ ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และบริษัทจัดหางานต่างยืนยันว่าปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน พ.ศ.2547 ซึ่งกำหนดว่าสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ 1 เท่าของเงินเดือน และค่าใช้จ่ายส่วนตัวไม่เกิน 4 เท่าของเงินเดือนที่คนหางานได้รับ

               ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันกระทรวงแรงงานจึงได้ส่งระเบียบดังกล่าวไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ สามารถเรียกเก็บค่าบริการกับคนหางานได้ไม่เกิน 1 เดือนของเงินเดือนที่คนหางานได้รับ และสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง และต้องมีเอกสารหลักฐานแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งการตีความดังกล่าวเจ้าหน้าที่และบริษัทจัดหางานต้องถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติระหว่างรอการแก้ไขระเบียบกระทรวงฉบับดังกล่าวที่ครอบคลุมประเทศที่แรงงานไทยเดินทางไปทำงาน เนื่องจากฉบับปัจจุบันได้มีการกำหนดค่าบริการและค่าใช้จ่ายเป็นรายประเทศ ซึ่งระเบียบดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างในการเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากคนหางานที่ไปทำงานในต่างประเทศ

               "สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความมาชัดเจนว่าการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไปอิสราเอลก็ดี ไปไต้หวันก็ดี ตามระเบียบกระทรวง ให้ถือปฏิบัติว่าค่าบริการเรียกเก็บได้ตามที่กฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 1 เดือน ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นให้เก็บได้ตามที่เป็นจริงและสามารถชี้แจงเอกสารได้  ฉะนั้นระหว่างที่กฎกระทรวงฉบับใหม่ยังไม่ออกมา จึงต้องใช้ความเห็นของกฤษฎีกาเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติของข้าราชการและบริษัทจัดหางาน" นายสง่า กล่าว
                  นายสง่า กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน พ.ศ.2547 ว่า เนื่องจากนางอัญชลี เสรีรักษ์ ที่ปรึกษากฎหมายได้เกษียณอายุราชการ ทำให้คณะกรรมการกฎหมายกระทรวงแรงงานไม่ครบองค์ประชุม ส่งผลให้ไม่สามารถพิจารณาร่างแก้ไขระเบียบดังกล่าวได้ โดยขณะนี้ได้แต่งตั้งนายวินัย ลู่วิโรจน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปเป็นรักษาการที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้สามารถเปิดประชุมคณะกรรมการกฎหมายกระทรวงแรงงานได้ หากคณะกรรมการฯเห็นชอบในร่างแก้ไขดังกล่าว ก็สามารถเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามเพื่อประกาศบังคับใช้


                 เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานไปตรวจสอบกฎหมายต่างๆ ที่บังคับใช้อยู่ว่ามีส่วนใดที่ล้าหลัง หรือเป็นอุปสรรคและต้องปรับปรุงแก้ไขให้เท่าทันกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่  เช่น พ.ร.บ.ประกันสังคม กรณีการจ่ายเงินชราภาพให้แก่ผู้ประกันตนที่เสียชีวิตและไม่มีทายาท รวมถึงการเพิ่มสิทธิการรักษาพยาบาลต่างๆ ให้มากขึ้น  โดยทุกหน่วยงานจะต้องเสนอรายละเอียดที่ต้องปรับปรุงมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาภายใน 1 เดือน

....................................................

( หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว )