
รณรงค์ยุติความรุนแรง-โพลชี้ผู้หญิงอายใช้สิทธิกฎหมายคุ้มครองฯ
มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล'ร่วมกับ'สสส.'รณรงค์ยุติความรุนแรง หลังจากโพลชี้ผู้หญิงอายใช้สิทธิกฎหมายคุ้มครองฯ ไม่มั่นใจหน่วยงานรัฐ-จี้พม.-สตช.ปรับระบบ
วันที่ 19 พ.ย.2555 ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันยุติความรุนแรงในปี 2555 โดยภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ "บทเรียน 5 ปี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว" รวมทั้งเปิดตัว "คู่มือ รู้สิทธิ...รู้ใช้" ซึ่งภายในเป็นภาพการ์ตูนประกอบและเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองฯและเดินแจกสื่อสติ๊กเกอร์เพื่อรณรงค์ยุติความรุนแรง
นายจะเด็จ เชาว์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าวในการเสวนาว่าในโอกาสที่พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวพ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ครบ 5 ปี ทางมูลนิธิจึงได้ลงพื้นที่สำรวจ”สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว” ระหว่างวันที่ 20 ต.ค.-10 พ.ย. 2555 ใน 8 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ อำนาจเจริญ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี ชุมพรและกรุงเทพฯโดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด1,005 รายมีวุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมถึงปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างค้าขายและพนักงานบริษัท ซึ่งเมื่อสอบถามถึงความเข้าใจต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กลุ่มตัวอย่าง70.7%ระบุว่าความรุนแรงเกิดขึ้นได้กับทุกคน กลุ่มตัวอย่าง 19 % มองว่าการทะเลาะทุบตีในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ 42.8% ไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
นอกจากนี้ สถานที่ที่พบเห็นความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุดกลุ่มตัวอย่าง 51.1% ระบุเพื่อนบ้านชุมชน รองลงมา 35% พื้นที่จากสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และ11% พบเห็นในครอบครัวตนเอง ที่สำคัญ กลุ่มตัวอย่าง 78.1% มองว่าความรุนแรงเกิดจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่าในครอบครัวที่มีคนดื่มสุราจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น 4 เท่า
"เมื่อถามถึงการรับรู้เกี่ยวกับพ.ร.บ.คุ้มครองฯกลุ่มตัวอย่าง 80.8% รู้ว่ามีกฎหมายคุ้มครอง แต่ไม่รู้รายละเอียดและ 77.8% รู้ว่ามีหน่วยงานหรือมูลนิธิต่างๆให้คำแนะนำแต่ปัจจัยที่ทำให้ผู้ถูกกระทำไม่กล้าขอความช่วยเหลือนั้น กลุ่มตัวอย่าง 42.1% ระบุอาย 37% ไม่รู้ช่องทางและขั้นตอนการรับคำปรึกษา 16.4% ไม่เชื่อว่าหน่วยงานรัฐจะช่วยเหลือได้จริงและ 4.5% กลัวมีปัญหากระทบต่อหน้าที่การงาน กลัวถูกตำหนิ ไม่อยากให้คนอื่นรู้ อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่าง 85.6% ต้องการให้ผู้ถูกกระทำออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและ 89.2% เห็นว่ากฎหมายต้องบังคับใช้จริงจัง 60% มองว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว 70.8% ชุมชนควรมีส่วนร่วมแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และ 81% สื่อละคร สื่อออนไลน์ไม่ควรยั่วยุหรือส่งเสริมพฤติกรรมเลียนแบบการใช้ความรุนแรง"นายจะเด็จกล่าว
นายจะเด็จ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาใหญ่ที่ทำให้การใช้พ.ร.บ.คุ้มครองฯไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ยังอายไม่กล้าใช้สิทธิตามกฎหมาย กลไกของหน่วยงานรัฐยังมีปัญหา เช่น ตำรวจบางคนมองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว และตำรวจในพื้นที่ห่างไกลยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฎหมายในเรื่องพ.ร.บ.คุ้มครองฯ และการทำงานของกระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ยังเป็นไปแบบแยกส่วนโดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวทำหน้าที่ดูแลตามกฎหมาย แต่หน่วยงานที่เยียวยาเป็นบ้านพักเด็กและสำนักงานพัฒนาสังคม
ดังนั้น เร็วๆนี้มูลนิธิฯจะไปขอเข้าพบกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พม.เพื่อขอให้จัดระบบหน่วยงานของพม.ที่ทำหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองฯ ให้มีความเป็นเอกภาพและกระบวนการดูแลช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จะขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เพิ่มอัตราตำรวจสืบสวนหญิง จากปัจจุบันมีอยู่เพียง 60 นาย เพิ่มเป็นให้มีครอบคลุมในทุกจังหวัด
น.ส.อรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิภาพเพราะเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่เข้าใจกฎหมายและมองว่าความรุนแรงเป็นคดีทั่วไปซึ่งยอมความกันได้และเป็นเรื่องในครอบครัว จึงต้องทำให้ผู้หญิงมีความสบายใจไม่อายที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองฯ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เชื่อมั่นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถลดผู้ที่กระทำความรุนแรงได้และอยากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ต่างๆจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและร่วมมือกับหน่วยงานต่างในพื้นที่แก้ปัญหา รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังและแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
นางเอ(นามสมมุติ) ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมานานกว่า 18 ปี กล่าวว่าตนถูกสามีทุบตี กักขังมานานหลายปีเพราะสามีหึงหวง จึงได้หันไปขอคำปรึกษาจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและตัดสินใจใช้กฎหมายคุ้มครองฯเพื่อช่วยให้พ้นจากการถูกกระทำรุนแรง กระทั่งสามียอมหย่าในที่สุด จึงอยากให้ผู้หญิงทุกคนรักตัวเอง และกล้าลุกขึ้นมาทวงสิทธิของตนเองโดยใช้กฎหมายคุ้มครองฯเป็นเครื่องมือปกป้องตนเอง
.................................................
(หมายเหตุ : ภาพจาก http://guru-club.blogspot.com )



