ไลฟ์สไตล์

เปิดแผนบูรณาการน้ำ'ภาคเกษตร'

เปิดแผนบูรณาการน้ำ'ภาคเกษตร'

20 พ.ย. 2555

เปิดแผนบูรณาการน้ำ 'ภาคเกษตร' ... 'อีสาน-ลุ่มเจ้าพระยา' เลี่ยงนาปรัง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

                     ไม่มีใครปฏิเสธว่า ผลจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้สถานการณ์ภัยแล้งนับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดกันว่า ปีนี้จะมีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งนี้มาจากช่วงที่ผ่านมาฝนไม่ตกเหนือเขื่อนใหญ่ตามที่คาดการณ์กันไว้ ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนขณะนี้มีน้อยมาก บางแห่งถึงขั้นวิกฤติ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                     ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประจำปี 2555/2556 เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำสำหรับทุกภาคกิจกรรมในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยกำหนดแผนการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ ตามมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเตือนให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เกิดประโยชน์สูงสุดและขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย  

                     "จากสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปีนี้พบว่า ปริมาณน้ำฝนปี 2555 ทั้งประเทศลดลงจากปี 2554 ร้อยละ 18 โดยเฉพาะในภาคอีสานมีปริมาณฝนลดลงร้อยละ 29 ทำให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ 55,268 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 74 น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 14,245 ล้านลูกบาศก์เมตร จากสถานการณ์น้ำต้นทุนที่ลดลง ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวนาปรังได้ในบางพื้นที่" 

                     ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2555/56 โดยระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2555/56 ทั้งประเทศ จำนวน 16.62 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรัง 13.99 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 8.44 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 5.55 ล้านไร่) พืชไร่-พืชผัก 2.63 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.63 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2 ล้านไร่) และได้วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำสำหรับทุกภาคกิจกรรมในเขตพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ คิดเป็นปริมาตรน้ำรวมกันทั้งสิ้น 23,570 ล้านลูกบาศก์เมตร 

                     โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ลงมารวม 23 จังหวัด ได้กำหนดแผนการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ตามมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน จำนวนทั้งสิ้น 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะนำน้ำมาจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ รวมกันจำนวน 6,800 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แห่งละ 600 ล้านลูกบาศก์เมตร และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้รวมกันประมาณ 9.60 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรังประมาณ 9.17 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผักประมาณ 0.43 ล้านไร่

                     ชวลิตย้ำอีกว่า สำหรับในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงปลายฤดูฝนที่ผ่านมา มีฝนตกน้อยต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาก ทำให้สภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปกติค่อนข้างมาก จึงได้มีประกาศแจ้งให้งดเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ที่ใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ที่ใช้น้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์,โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลบน-ลำแซะ ที่ใช้น้ำจากเขื่อนมูลบน-ลำแซะ จ.นครราชสีมา, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ที่ใช้น้ำจากเขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี

                     ส่วนโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ที่ใช้น้ำจากเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา นั้น ให้งดการทำนาปรัง แต่ให้เพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้ ทั้งนี้ในส่วนของน้ำที่ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค การผลิตน้ำประปา และการรักษาระบบนิเวศนั้น กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำไว้แล้ว ไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด

                     นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ในเขตของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้น้ำจากเขื่อนปราณบุรี ได้มีการประกาศให้งดการทำนาปรังเช่นกัน เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างมีอยู่ค่อนข้างน้อย ต้องคงไว้สำหรับการอุปโภค-บริโภค การผลิตน้ำประปา และการรักษาระบบนิเวศเท่านั้น โดยกรมชลประทานได้จัดเตรียมความพร้อมในด้านเครื่องสูบน้ำไว้ทั่วประเทศ รวม 1,595 เครื่อง และรถยนต์บรรทุกน้ำอีกจำนวน 295 คัน ที่พร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนตลอดในช่วงฤดูแล้งปี 2555/2556 นี้อีกด้วย

                     ขณะที่ ปรีชา จานทอง ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน เผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีว่า ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำชีน้อยมาก ทำให้มีปริมาณที่ไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ขณะนี้ (16 พ.ย.) เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำเพียง 1,047 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นน้ำที่สามารถใช้งานได้แค่ 466 ล้านลบ.ม. และเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 337 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 17 โดยเป็นปริมาณน้ำสามารถใช้งานได้เพียง 237 ล้านลบ.ม.เท่านั้น

                     โดยเขื่อนลำปาวจะปล่อยน้ำวันละ 400,000 ลบ.ม. และเขื่อนอุบลรัตน์ วันละ 800,000 ลบ.ม. โดยทั้งสองเขื่อนจะปล่อยน้ำในระดับนี้ไปจนถึงเดือนเมษายน 2556 รวมทั้งยังได้ประสานไปยังโครงการชลประทานทุกแห่ง ทั้งในสังกัดสำนักชลประทานที่ 6 และ 7 ทำการประชาสัมพันธ์กลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมกันงดทำนาปรัง อีกทั้งได้บูรณาการร่วมกับเกษตรจังหวัดเพื่อรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือที่มีวงจรสั้นแทน อาทิ ผักสวนครัว พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น

                     “ปกติในช่วงเวลานี้ ปริมาณน้ำทั้งในเขื่อนอุบลรัตน์และลำปาวจะมีเกือบเต็มอ่าง เกษตรกรในลุ่มน้ำชีสามารถนำน้ำไปใช้ทำนาปรังได้เต็มพื้นที่ แต่ในปีนี้น้ำน้อย เนื่องจากฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำชีทั้งบริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาก ดังนั้นในพื้นที่ดังกล่าวจึงต้องงดทำนาปรังทั้งหมด” ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 6 กล่าวทิ้งท้าย

 

----------------------

ปิดประตูเขื่อนราษีไศล-หัวนาแก้ภัยแล้ง  

                     จำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารจัดการเขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล และเขื่อนหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเป็นประธาน ได้มีมติให้ดำเนินการกักเก็บน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป ด้วยการปิดบานระบายน้ำของเขื่อน หลังจากไม่ได้ใช้งานมาเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี โดยเขื่อนราษีไศลจะสามารถกักเก็บน้ำได้ 74.06 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนหัวนาสามารถกักเก็บน้ำได้ 64.98 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเหลือน้ำส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนด้วย

                     "ปีนี้เป็นปีแรกที่เขื่อนทั้ง 2 แห่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ สามารถกักเก็บน้ำได้รวมกันกว่า 139 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะส่งให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะข้าวนาปรังทั้งในและนอกเขตชลประทานรวมกันกว่า 80,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด" ผู้อำนวยการโครงการคนเดิมกล่าวในที่สุด

 

----------------------

(เปิดแผนบูรณาการน้ำ 'ภาคเกษตร' ... 'อีสาน-ลุ่มเจ้าพระยา' เลี่ยงนาปรัง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)