
วช.ชูธงปี56คนไทยสุขภาพดี-อายุยืน
เปิดวิสัยทัศน์ : วช.ชูธงการวิจัย ปี 56 มุ่งคนไทยสุขภาพดี-อายุยืน : เพ็ญนภา หงษ์ทอง ... รายงาน
วช.ชูธงการวิจัยทางคลินิกแบบสหสถาบัน เตรียมหนุนเครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (Medical Research Network-MedResNet) เป็นผู้คัดกรองการให้ทุน
ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวถึงทิศทางการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยทางด้านสุขภาพของประเทศในปีงบประมาณ 2556 ว่า วช.ให้น้ำหนักกับงานวิจัยที่ตอบสนองเป้าหมาย 3 ประการ คือ เป็นงานที่ทำให้คนไทยมีสุขภาพดี อายุยืนขึ้น ด้วยวิธีการที่ลดค่าใช้จ่ายลง, งานวิจัยที่มุ่งให้เกิดการผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ใช้เองในประเทศ และงานวิจัยเชิงลึกที่เป็น Frontier research โดยเฉพาะโรคเฉพาะถิ่นที่นักวิจัยไทยมีศักยภาพแข่งขันกับต่างประเทศได้
“เป้าหมายเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ด้วยงานวิจัยทางคลินิก ที่จากเดิมมักจะเป็นการศึกษาทางระบาดวิทยาโดยแพทย์ทางคลินิก แต่ปัจจุบันทิศทางงานวิจัยทางคลินิกมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น เราจึงอยากเห็นการทำงานร่วมกันอย่างสหสาขา เช่น มีแพทย์จากหลายโรงพยาบาลมาทำงานด้วยกัน เราก็จะได้งานวิจัยที่สมบูรณ์มากขึ้น และเป็นงานวิจัยที่ทำให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ของคนไทยเอง สามารถนำสู่การลดการพึ่งพาข้อมูลหรือวิธีการรักษาจากต่างประเทศ” เลขาธิการ วช.กล่าว
ทั้งนี้ งานวิจัยทางคลินิกแบบสหสถาบัน เป็นงานวิจัยที่แพทย์นักวิจัยจากหลายสถาบันร่วมมือกันทำงานวิจัยหนึ่งชิ้น มีผู้ป่วยของแต่ละโรงพยาบาลเป็นอาสาสมัครในการวิจัย ทำให้ใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลสั้นขณะที่เก็บข้อมูลจากอาสาสมัครได้จำนวนมากกว่า ทำให้ข้อมูลงานวิจัยมีความถูกต้องมากขึ้น
ศ.นพ.สุทธิพรเปิดเผยต่อไปว่า เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการวิจัยทางคลินิกแบบสหสถาบัน วช. ได้จัดตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่พิจารณาจริยธรรมของงานวิจัยแทนคณะกรรมการระดับสถาบัน
“แทนที่จะต้องรอคณะกรรมการของแต่ละสถาบันพิจารณาซึ่งอาจใช้ระยะเวลานาน เพราะงานวิจัยแบบสหสถาบันจะมีหลายสถาบันเข้าร่วม เราก็มีคณะกรรมการกลางพิจารณาครั้งเดียวเลย” ศ.นพ.สุทธิพรกล่าว
ขณะนี้มีสถาบันทางการแทพย์ที่ทำงานวิจัยทางคลินิก 24 สถาบัน ที่ลงนามเข้าร่วมการใช้คณะกรรมการกลางเพื่อจริยธรรมการวิจัยในมุนษย์แล้ว โดยในปีงบประมาณ 2556 วช.มีงบประมาณสำหรับการวิจัยทางด้านสุขภาพรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,250 ล้านบาท ซึ่ง วช.ได้ให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นผู้ร่วมบริหารจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากกว่า
เลขาธิการ วช. กล่าวอีกว่า หากในอนาคต เครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (Medical Research Network-MedResNet) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนมีศักยภาพที่จะคัดกรองและควบคุมการทำวิจัยได้ อาจมอบหมายให้ MedResNet เป็นผู้คัดกรองโครงการวิจัยทางคลินิกได้
ด้าน ศ.นพ.ปิยทัศน์ ทัศนาวิวัฒน์ กรรมการบริหาร MedResNet กล่าวว่า MedRedNet พร้อมที่จะเข้าไปเป็นกลไกจัดการและบริหารงานวิจัยทางคลินิกของประเทศ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากระดับนโยบาย ทั้งนี้ปัจจุบัน MedResNet ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก วช. กับ กสพท. เพื่อให้ทำหน้าที่ผู้ประสานงานของโครงการวิจัยทางคลินิกแบบสหสถาบันเป็นรายโครงการเท่านั้น
“หากจะให้ดีรัฐบาลควรตั้งงบประมาณสำหรับ MedResNet มาเลย ทำให้เราเป็นองค์กรที่ชัดเจนเหมือน สวรส. เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานวิจัยทางคลินิกของประทศได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันหลักฐานหลายอย่างแสดงให้เห็นแล้วว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ” ศ.นพ.ปิยทัศน์ กล่าว
--------------------
(เปิดวิสัยทัศน์ : วช.ชูธงการวิจัย ปี 56 มุ่งคนไทยสุขภาพดี-อายุยืน : เพ็ญนภา หงษ์ทอง ... รายงาน)



