ไลฟ์สไตล์

อนุรักษ์'นกมงคล'เสี่ยงสูญพันธุ์

อนุรักษ์'นกมงคล'เสี่ยงสูญพันธุ์

17 พ.ย. 2555

อนุรักษ์ไฮเทค ... ฟื้น 'นกมงคล' เสี่ยงสูญพันธุ์ : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                    หลายคนอาจไม่รู้ว่า นกกระดาษตัวเล็กๆ ที่นิยมพับกันทั่วโลกนั้น เลียนแบบมาจากรูปร่างของ "นกกระเรียน" นกมงคลที่สาบสูญจากประเทศไทยไปเมื่อ 30 ปีก่อน !!

                    การพับนกกระเรียน เริ่มต้นจาก ด.ญ.ซะดะโกะ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจากการรับรังสีระเบิดนิวเคลียร์ฮิโรชิมาเมื่อปี 2488 หนูน้อยวัย 11 ขวบเชื่อตำนานการพับนกกระเรียนว่า หากพับนกครบ 1,000 ตัวจะหายป่วย แต่เธอพับได้แค่ 644 ตัวก็เสียชีวิตไปเสียก่อน หลังจากนั้นเพื่อน ๆ จึงช่วยกันพับนกกระเรียนจนครบ 1,000 ตัวไปใส่ไว้ในโลงศพ จนกลายเป็นประเพณีพับนกกระเรียนเสริมดวงสุขภาพสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

                    ขณะที่ ตำนานรักอมตะของจีนมักใช้ “นกกระเรียน” เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคู่นิรันดร และท่าเต้นร่ายรำถวายจักรพรรดิในอดีตเลียนแบบมาจากท่าเกี้ยวพาราสีของนกกระเรียนเช่นกัน ส่วนชาวอินเดียจะยกย่องนับถือหวงแหนนกกระเรียนอย่างมาก หากเจอห้ามฆ่าหรือทำร้าย เนื่องจากเป็นนกคู่รักที่ซื่อสัตย์ต่อกัน ถือเป็นตัวอย่างอันดีแก่มนุษย์

                    สาเหตุที่คนทั่วโลกนับถือยกย่อง “นกกระเรียน” เป็น "นกมงคล” เนื่องจากความสามารถพิเศษทำลายสถิติที่สุดของนกทั้งปวง คือ “อายุมากที่สุด” “บินได้สูงที่สุด” และ “ร้องเสียงดังสุด” จากสถิติพบว่าตัวที่อายุยืนสุดคือ 83 ปี ส่วนสถิติที่บินสูงสุดคือ 9,753 เมตรจากระดับน้ำทะเล

                    ทั้งนี้ ทั่วโลกมีนกกระเรียนอยู่ 15 สายพันธุ์ และตกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด ส่วนเมืองไทยมีนกกระเรียนเป็นสัตว์ท้องถิ่นอยู่ 1 สายพันธุ์ คือ “นกกระเรียนซารัส” (Eastern Sarus Crane) ซึ่งพบทั้งในพม่า ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินเดีย และออสเตรเลีย แต่ปัจจุบัน ไม่มีผู้พบนกกระเรียนตามธรรมชาติในเมืองไทยมานานกว่า 30 ปีแล้ว และเชื่อว่าทั่วโลกเหลือนกกระเรียนซารัสไม่เกิน 500-1,500 ตัว

                    "รอน ซีรี่" อาจารย์นักข่าวชื่อดังจากหนังสือพิมพ์วิสคอนซินสเตรทเจอร์นัล พา “คม ชัด ลึก” ลงพื้นที่อนุรักษ์นกที่มีชื่อเสียงจากการเสาะหานกกระเรียนทั้งหมด 15 สายพันธุ์มาเลี้ยงดูพร้อมทำวิจัยเพื่อหาทางให้สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ในอนาคต “ดร.เจ๊บ บาร์เซน” ผอ.มูลนิธินกกระเรียนนานาชาติ (International Crane Foundation : ICF) เมืองบาราบู รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เล่าว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการช่วยกันหาวิธีให้เกษตรกรไม่รังเกียจนก พวกเขาต้องกำจัดมันเพราะมักกินข้าวโพดในไร่สร้างความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะนกกระเรียนท้องถิ่นพันธุ์แซนฮิล มันหายไปจำนวนมากเมื่อ 30 ปีที่แล้วพบเพียง 2,800 ตัวเท่านั้น แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 1.1 หมื่นตัว เพราะได้ใช้วิธีไฮเทคช่วย

                    “เราทำมาหลายวิธีไม่ได้ผล กระทั่งลองใช้สารเคมีบางชนิดผสมลงไปในเมล็ดข้าวโพด แล้วให้ชาวสวนทดลองปลูก ปรากฏว่านกกระเรียนไม่มากินเมล็ดเหล่านี้ เพราะมีกลิ่นกับรสชาติที่มันไม่ชอบ มันหันไปกินแมลงในไร่ข้าวโพดแทน ชาวสวนรู้สึกแฮปปี้กับมัน ไม่ไล่ยิงเหมือนแต่ก่อน และเมล็ดข้าวโพดที่เติบโตขึ้นก็ตรวจไม่พบว่ามีสารเคมีหลงเหลืออยู่ ต้นทุนเพิ่มแค่ไร่ละ 72 บาทเท่านั้น”

                    “ดร.เจ๊บ” ยังเป็นหนึ่งในนักวิจัยศึกษาปัญหานกกระเรียนสูญพันธุ์ในเมืองไทย วิเคราะห์ถึงนกกระเรียนที่สูญพันธุ์ไปในเมืองไทยว่า เกิดจากพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของนกถูกทำลายไปจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาเรื่องการลักลอบค้าสัตว์ป่าหายาก นกกระเรียนถูกจับไปขายให้สวนสัตว์ในหลายประเทศ 

                    สำหรับภายในพื้นที่เพาะเลี้ยงของไอซีเอฟนั้น มีการสร้างบ้านขนาดใหญ่ไว้ตรงกลางแล้วแบ่งรั้วเป็นสัดส่วนยื่นออกไป เพื่อให้นกกระเรียนทั้ง 15 สายพันธุ์จากทั่วโลกอยู่ใกล้กันแต่ไม่เห็นหน้ากัน มีการแยกพื้นที่เพาะตัวอ่อนและส่วนหนองบึงขนาดเล็ก ให้นกเปลี่ยนบรรยากาศออกไปหาอาหารกินเองตามธรรมชาติได้ด้วย ส่วนใหญ่จะเน้นให้กินอาหารสำเร็จรูปมากกว่าเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

                    ปัจจุบัน ไทยกับมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากลร่วมทำ “โครงการนำนกกระเรียนคืนถิ่น” มาตั้งแต่ปี 2527 ทูลเกล้าฯ ถวายลูกนกกระเรียนพันธุ์ซารัสจากอเมริกา 6 ตัว แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และส่งให้เพิ่มอีก 6 ตัว ในปี 2532 โดยเลี้ยงไว้ในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาเขียว ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์เพิ่มได้มากกว่า 100 ตัว และพยายามที่ปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติเพื่อให้ไปขยายพันธุ์เพิ่มเติม

                    “ทรงกลด ภู่ทอง” หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ให้ข้อมูลว่ามีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์นกกระเรียนมา 25 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนกกระเรียนทั้งหมด 24 ตัว พยายามฝึกและทดลองปล่อยคืนสู่ธรรมชาติทุกปี นกกระเรียนที่เคยได้จากอเมริกาตอนนี้มีชีวิตอยู่ 3-4 ตัว ไม่ได้ขยายพันธุ์ต่อ เนื่องจากพันธุ์ที่ได้ไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีอยู่ในไทยแต่มาจากออสเตรเลีย สำหรับวิธีการขยายพันธุ์นั้น สามารถใช้ได้ 2 วิธีคือ 1.จับคู่ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ 2.การใช้เทคโนโลยีไฮเทคช่วย คือ “วิธีผสมเทียม” รีดน้ำเชื้อจากตัวผู้ฉีดเข้าตัวเมีย วิธีนี้รวดเร็วสามารถเพิ่มจำนวนนกได้ แต่ต้องฝึกนกให้ชินและทำประจำต่อเนื่องทุกปี แต่สถานีใช้วิธีจับคู่ธรรมชาติมากกว่าจะได้ลูกนกเฉลี่ย 4-8 ตัวต่อปี

                    ส่วนปัจจัยที่ทำให้นกมงคลเสี่ยงสูญพันธุ์ไปจากโลกนั้น ผู้เชี่ยวชาญนกข้างต้นอธิบายว่า เกิดจากปัจจัยหลัก คือ 1.ด้านกายภาพ เพราะเป็นนกขนาดใหญ่หากินเป็นฝูง นิสัยไม่กลัวคนทำให้ถูกล่าได้ง่าย ประกอบกับพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งอาหารอื่นๆ ถูกทำลาย 2.ด้านชีวภาพ นกกระเรียนเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน เฉลี่ยราว 70-80 ปี มีคู่ผัวเดียว-เมียเดียวตลอดชีวิต กว่าจะผสมพันธุ์ก็อายุ 4 ปีขึ้นไป

                    “มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ผมไม่อยากพูดถึง คือ เรื่องแก๊งลักลอบค้านกกระเรียนใต้ดิน เพราะจะทำให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียง บอกได้แค่ว่ายังมีอยู่แน่นอน แต่นกกระเรียนสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยนานแล้ว ส่วนใหญ่ต้องไปลักลอบเอามาจาก เขมรและลาว” ผู้เชี่ยวชาญด้านนกฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

--------------------

นกกระเรียนเป็น 1 ใน 15 บัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535

                    ปี 2488 มีบันทึกนกกระเรียน 8-40 ตัวบินผ่านเชียงใหม่ และทะเลสาบสงขลา  

                    ปี 2507 พบนกกระเรียน 4 ตัวที่วัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี  

                    ปี 2528 นกกระเรียน 4 ตัว ที่ จ.ศรีสะเกษ

และจากนั้นก็ไม่เคยมีรายงานการพบอีกเลย....

ข้อมูลจาก http://www.sarakadee.com

 

---------------------

(อนุรักษ์ไฮเทค ... ฟื้น 'นกมงคล' เสี่ยงสูญพันธุ์ : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)