ไลฟ์สไตล์

ภาษาอังกฤษกับโลกไอทีไทยหลังปี2558

ภาษาอังกฤษกับโลกไอทีไทยหลังปี2558

18 พ.ย. 2555

ภาษาอังกฤษกับโลกไอทีไทยหลังปี2558

          วันนี้จั่วหัวเรื่องกันด้วย "ภาษาอังกฤษ" "ไอที" และ "ปี 2558" ซึ่งทั้งหมดมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัย และมีอิทธิพลต่อการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยตาดำๆ อย่างเราๆ ท่านๆทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ปี 2558" ซึ่งตรงกับปี ค.ศ.2015 ตามปฏิทินฝรั่ง ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่มประเทศอาเซียน มีกำหนดดำเนินการรวมตัวกันเป็นประชาคมประชาชาติอาเซียน ที่ในทางปฏิบัติจะเป็นการทำลายกำแพงอาณาเขตประเทศสมาชิกทุกประเทศลง ทำให้ประชาชนพลเมืองในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ (หรือ จะเป็น 11 ประเทศ หากติมอร์เลสเต เร่งดำเนินการเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนได้ทัน) สามารถเดินทาง ติดต่อธุรกิจ หรือ เข้าไปลงทุนในประเทศที่ร่วมอยู่ในประชาคมเดียวกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนชาว "อาเซียน" อย่างแน่นอน
 
          ขณะที่ภาษาอังกฤษ นับเป็นภาษาสากลที่ใช้ติดต่อกันได้แทบทุกประเทศในโลก มีความสำคัญในฐานะภาษาทางการระหว่างประเทศ รวมทั้งเอกชนที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศ ต้องมีผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษเพื่อใช้ติดต่อกับคู่ค้าหรือ ผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศ แม้ว่าภาษาจีนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากการขยายอิทธิพลของนักลงทุนชาวจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ภาษาอังกฤษก็ยังเป็นภาษาสากลที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่า
 
          ส่วนโลกไอที ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง เป็นโลกที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ฉับไว เปลี่ยนแปลงได้ตลอดทุกวินาที ข่าวสารที่เกิดขึ้นในซอกมุมของโลกก็สามารถแพร่กระจายไปสู่สังคมออนไลน์ในวงกว้างแทบจะทันทีที่มีการ "คลิก" ส่งเรื่องราวดังกล่าวขึ้นไปยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
 
          ทั้งสามส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัย เพราะประเทศที่มีพลเมืองสามารถใช้ภาษาอังกฤษ อย่างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย แม้กระทั่งฟิลิปปินส์ จะได้เปรียบประเทศในอาเซียนอื่นๆ ที่พลเมืองไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแคล่วคล่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาประโยชน์จากโลกไอที
 
          เช่นสิงคโปร์ ที่ประชากรสามารถพูดภาษาอังกฤษได้แทบจะทุกคน และเป็นพลเมืองที่มีการศึกษาสูง จึงสามารถทำงานในระดับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีหรือการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งฟิลิปปินส์ ที่ได้มรดกภาษาอังกฤษมาจากสหรัฐอเมริกา สมัยที่กองทัพอเมริกันยกทัพเข้ามาทำสงครามกับญี่ปุ่นตั้งแต่ครึ่งศตวรรษก่อน ก็ยังมีช่องทางในการหารายได้จากโลกไอทีได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันมากกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย
 
          ฟิลิปปินส์ กลายเป็นคู่แข่งของอินเดียในฐานะผู้ให้บริการ "คอล เซ็นเตอร์" ที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ และมีแรงงานจำนวนมากให้เลือกสรร นอกจากนั้นฟิลิปปินส์ยังอวดอ้างว่าเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าเรียนภาษาอังกฤษถูกที่สุดในโลกได้อีกด้วย โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง ระบุว่า คิดค่าใช้จ่ายเพียง 500 ดอลลาร์ หรือราว 15,000 บาท สำหรับคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ 60 ชั่วโมง ซึ่งเป็นต้นทุนเพียง 1 ใน 3 ของการเรียนภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกา หรือ แคนาดา
 
          นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่มาจากเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และเกาหลี แต่เมื่อช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ มีนักศึกษาจากแอฟริกาเหนือ, อเมริกาใต้ และตะวันออกกลางด้วย ซึ่งจำนวนนักศึกษาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์ระบุว่า มีคนสมัครเข้าเรียนในปีนี้มากกว่า 24,000 คน ขณะที่เมื่อ 4 ปีก่อนมีเพียง 8,000 คน
 
          ฟิลิปปินส์ให้ราคาตัวเองในฐานะประเทศที่พูดภาษาอังกฤษใหญ่ที่สุด เป็นอันดับที่ 3 รองจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร และยังประกาศความภาคภูมิใจนี้ผ่านทางเว็บไซต์การท่องเที่ยว แต่ความจริงก็คือ คนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษแค่ขั้นพื้นฐานเท่านั้น มีแต่คนที่ได้รับการศึกษาดีเท่านั้น ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว
 
          ซึ่งเมื่อมองถึงการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทยแล้ว ยังต้องนับว่า "ห่างชั้น" กับฟิลิปปินส์ ที่จะมาเป็นญาติที่สนิทชิดเชื้อกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเดือนมกราคม 2558 ยิ่งไปกว่านั้น ชาวฟิลิปปินส์ยังมีประสบการณ์ในการทำงานกับชาวต่างชาติมากกว่าไทย ไม่เพียงแค่บริการคอลเซ็นเตอร์ ที่ต้องมีการสื่อสารแบบฉับพลันกับคู่สนทนา แต่หมายรวมถึงอุตสาหกรรมไอทีทั้งระบบ ที่ไทยอาจจะต้องล้าหลังกว่าประเทศที่ยากจนกว่าอย่างฟิลิปปินส์ เพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษด้อยกว่ากันมาก ฉะนั้นแล