ไลฟ์สไตล์

'ธากา'เงางามในความโกลาหล

'ธากา'เงางามในความโกลาหล

18 พ.ย. 2555

"ธากา"เงางามในความโกลาหล : คอลัมน์ เที่ยวนี้ขอเล่า โดย... กาญจนา หงษ์ทอง

          นี่คือเมืองหลวงสุดยอดแห่งความชุลมุน 
          นี่คือประเทศที่ติดอันดับยากจนของโลก
 
          นี่คือประเทศที่มีประชากรมากกว่า 160 ล้านคน เรียกว่าสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก แต่มีพื้นที่น้อยประมาณ 1.4 แสนตารางกิโลเมตรเท่านั้น อัตราความหนาแน่นจึงเยอะกว่าระดับปกติ 
 
          ไม่มีความสะดวกสบายรออยู่ข้างหน้า ไม่มีสถาปัตยกรรมงามๆโรยไว้ทั่วเมือง อัตคัดความเจริญ แห้งแล้งความทันสมัย
 
          ทั้งหมดนี้ฟังดูแล้ว ถ้าเป็นคนปกติคงเบือนหน้าหนี แต่ฉันคงเป็นคนที่มีความไม่ปกติเป็นทุนเดิม ประมวลข้อมูลทั้งหมดของ เมืองธากา (Dhaka) ดูแล้ว แทบไม่มีอะไรต้องยี้ใส่ เพราะสำหรับฉัน ไม่ได้ออกเดินทางเพื่อเสาะหาแค่ความงดงามที่ประดับตามมุมต่างๆของโลก แต่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียนรู้ความต่างของผู้คนและวัฒนธรรม และความหลากหลายของโลกใบนี้ต่างหาก
 
          คิดง่ายๆ ว่า ถ้าธากาไม่มีอะไรน่าดู สายการบินบางกอก แอร์เวย์ส (www.bangkokair.com) จะมีเที่ยวบินไปกลับทุกวันทำไม แต่นี่เขาบินทุกวัน ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงเศษๆ จากกรุงเทพฯ ก็ถึงธากาแล้ว แถมบินกับบางกอกแอร์เวย์สดีตรงที่ไม่ว่าจะเป็นตั๋วคลาสไหนก็ใช้บริการที่เลานจ์ได้ทุกคน อาหารการกินก็ไม่ใช่ขี้เหร่ซะด้วย ใครบินกับบางกอกแอร์เวย์สอย่าลืมแวะไปใช้บริการล่ะ
 
          อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ทำการบ้านไม่ได้เด็ดขาดคือ ที่หลับที่นอน ธากาไม่ใช่เมืองที่เที่ยวง่าย ขนาดกางแผนที่เมืองดูแล้ว ยังไม่รู้ว่าควรจะไปเอนหลังที่ไหน ต้องให้เว็บไซต์จองห้องพักอย่าง อโกดา(www.agoda.com) ช่วยสแกนหามุมเหมาะเหมือนอย่างเคย ค้นอยู่ประเดี๋ยวเดียวก็พบว่า ย่านบานานี (Banani) คือที่ทางของพวกนักเดินทาง คลิกหาต่ออีกพักหนึ่งจึงมาลงเอยที่ Hotel Swiss Garden (www.hotelswissgarden.com) เรือนพักแสนสงบในย่านบานานีที่แสนสะดวกสบายและแทบไม่เห็นเค้าความชุลมุน
 
          ธากายามวิกาล ไม่ได้ฉายภาพความชุลมุนให้เห็นเท่าไหร่นัก แต่พอรุ่งเช้าเท่านั้นแหละชัดเลย ยิ่งพาตัวเองกระเถิบเข้าใกล้เมืองเก่า (Old Town) ฉันยิ่งพบว่า ที่ใครๆ พากันบอกว่า ธากาคือเมืองหลวงสุดยอดแห่งความชุลมุนนั้น มันเกินจุดนั้นไปเยอะเลย ขอใช้คำว่า โกลาหล น่าจะเหมาะกว่า
 
          พระเจ้า! ไม่มีสักวินาทีเดียวที่ธากาจะไร้เสียงแตร 
 
          สาเหตุที่ธากาเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงแตร ก็เพราะว่าถนนไร้เลนแคบๆ ทุกเส้น แออัดไปด้วยรถยนต์ ตุ๊กตุ๊ก รถประจำทางที่หน้าตาเหมือนกระป๋องผุๆ เคลื่อนที่ได้ และที่ขาดไม่ได้คือ สามล้อ หรือริคชอว์ นี่แหละสีสันของธากา 
 
          ประชากรริคชอว์ที่อยู่ในธากาทั้งหมดมีราวๆ 4 แสนกว่าคัน เหลียวซ้ายแลขวา หันหน้าหันหลัง ฉันจึงพบว่า กำลังถูกล้อมจับจากริคชอว์
 
          ก็ไม่เกินจริง ถ้าจะบอกว่า ที่นี่เป็น Rickshaw Capital of the World  
          ท้องถนนของธากา ทำให้ภาพฝูงมอเตอร์ไซค์ในโฮจิมินห์ที่เกาะกันเป็นแพเหมือนฝูงผึ้งแตกรังดูเยาวชนไปเลย
          เย็นวันศุกร์ต้นเดือนของบางกอกที่ว่ารถติดหนึบยิ่งกว่ากาวตราช้าง นี่ก็เบบี๋ไปเลย
          เสียงแตรรถที่แผดสนั่นทั่วนครกัลกัตตาแห่งดินแดนโรตี ก็ดูเหมือนจะไพเราะขึ้นเมื่อเทียบกับที่นี่
 
          ประชากรรถสารพัดชนิดเบียดเสียดกันบนถนน ไม่มีไฟแดงมากำกับ ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของการวัดใจ เมื่อแกก็จะไป ข้าก็จะมา คนก็จะข้าม ตัดหน้ารถกันเป็นว่าเล่น สภาพจึงเป็นอย่างที่ฉันอยู่ในเวลานี้ ชุลมุนวุ่นป่วน มีทั้งโฉบทั้งปาด และแน่นอนต้องมีเฉี่ยวกันจนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่นี่ไม่มีใครเอาเรื่องใคร เกี่ยวและเฉี่ยวกันเสร็จก็แยกย้ายกันไปอย่างไม่มีใครอารมณ์เสีย หรือตะโกนด่ากัน แต่ที่แน่ๆ ธุรกิจประกันรถยนต์ที่ธากาดูท่าว่าไม่รุ่งแน่
 
          เพราะจินตนาการไปล่วงหน้าแล้วว่า ธากาต้องเป็นแบบนี้ ฉันเลยนั่งชิลบนรถตุ๊กตุ๊กสีเขียว ต่อให้ติดหรือโกลาหลอลหม่านแค่ไหนก็ไม่หวั่น
 
          กว่าจะฝ่าด่านความชุลมุนไปถึงชายคาเมืองเก่าได้ ก็เล่นเอาเพลียเบาๆ
 
          แต่อาคารสีชมพูของ อาห์ซาน มานซิล (Ahsan Manzil) ก็ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง นี่เป็นอาคารที่เคยเป็นพระราชวังมาก่อน แต่ทุกวันนี้เป็นพิพิธภัณฑ์
 
          สมัยก่อนเขาเรียกพระราชวังสีชมพู เพราะตัวอาคารเป็นสีชมพูหวานฉ่ำทอดตัวอยู่ริมแม่น้ำบุรีคงคา ด้านในมี 31 ห้อง และแม้จะอยู่ไกลๆ ก็สามารถมองเห็นโดมใหญ่สีชมพูได้สบายๆ นอกจากด้านในจะบอกเล่าถึงมรดกทางวัฒนธรรมหลายอย่างของบังกลาเทศแล้ว ยังมีแกลเลอรี่ 23 แห่ง ที่แสดงภาพเขียน มีเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่เคยใช้ในพระราชวังแล้ว และมีสวนสวยอยู่รายรอบด้วย
 
          ในรั้วรอบขอบชิดของอาห์ซาน มานซิล อาจจะพอสัมผัสได้ถึงความสงบบ้าง แต่พอออกมาข้างนอกก็ต้องเจอกับความชุลมุนอีกรอบ คราวนี้ต้องคอยเดินหลบริคชอว์ที่พุ่งมาจากรอบด้าน เส้นทางไปหาท่าเรือซาดาร์แกท จึงต้องคอยใช้วิชาตัวเบา หลบหลีกเป็นระวิง 
 
          ความจริงในเขตเมืองเก่ายังมีอีกหลายอย่างที่น่าดู ไม่ว่าจะเป็นมัสยิดสิทารา (Sitara Mosque) หรือ มัสยิดดาว ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม วัดฮินดู วัดพุทธ ไปจนถึงโบสถ์อาร์เมเนียน ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม แต่ก็มีความหลากหลายซ่อนอยู่ นั่นแหละ...เสน่ห์และตัวตนของธากา 
 
          อาจจะโกลาหลอลหม่านไปบ้าง แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของชาวบังกลาเทศ ทุกอย่างก็งดงามขึ้นโดยพลัน  
.......................................
(หมายเหตุ "ธากา"เงางามในความโกลาหล : คอลัมน์ เที่ยวนี้ขอเล่า โดย... กาญจนา หงษ์ทอง)