
150ปีของรถยนต์(1)
150ปีของรถยนต์(1) : คอลัมน์ มอเตอร์เวิลด์
ยังเป็นช่วงเวลานาทีทองทั้งคนซื้อรถและคนขายรถและงานมหกรรมขายรถยนต์ปลายปีที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็คงได้สร้างสถิติใหม่กันอีกหลายๆ เรื่องเพราะเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเข้าทางตรงของเวลาที่รัฐจัดให้สำหรับการลดภาษีรถยนต์คันแรก
ถ้าจะพูดว่ามีรถใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายหลายรุ่นหลายขนาด แต่สำหรับผมแล้วรถใหม่ที่ว่านั้นก็เป็นแต่เพียงการแต่งองค์ทรงเครื่องจากของเดิมๆ (เทคโนโลยีเดิมๆ) จะเอามาเขียนกันอีกก็ใช่ที่เพราะเรื่องที่ว่าใหม่ๆ ในวันนี้ บก.จอมยุทธ จอมเขี้ยวของผมบังคับให้ผมหาเรื่องนำมาเสนอตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วว่ากันมาตั้งแต่ระบบเครื่องยนต์ เกียร์ กันสะเทือนระบบความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ว่ากันมาหลายเรื่องหลายรสจนเป็นที่คุ้นเคยกันของผู้ใช้รถในวันนี้ มองหาอะไรใหม่ๆ ที่คนใช้รถในบ้านเราจะได้ใช้กัน ในอนาคต อันใกล้ก็ยังหาไม่เจอ
ก็เลยขออนุญาตเขียนเรื่องที่คนในวงการรถยนต์บ้านเราไม่ค่อยพูดถึงกันคือเรื่องที่ว่ารถยนต์หรืออุตสาหกรรมรถยนต์หรือ เทคโนโลยียานยนต์ ที่ใช้กันแทนขาเดินแทนวัวเทียมเกวียน แทนม้าลากรถม้า (รวมทั้งรถเจ๊กด้วย) ได้ยืนยาวคงอยู่มาบัดนี้จนถึง 150 ปีเข้าไปแล้ว
หลายๆ คนอาจจะพูดว่ารถยนต์วันนี้พัฒนาไปมากแล้วและพัฒนาไปเร็วมากด้วย แต่ตามประสาช่างแก่ๆ อย่างผมก็ยังอยากพูดว่ารถยนต์เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาไปอย่างช้าที่สุด เพราะเมื่อเริ่มเกิดขึ้นมานั้นมีล้อสี่ล้อ มีพวงมาลัยกลมๆ มีที่นั่งคนขับมีที่เข้าเกียร์เหยียบเบรกเหยียบคลัตช์ วันนี้ก็ยังมีอยู่อย่างนั้น
ลองหันไปมองนวัตกรรมอย่างอื่นๆ ดูบ้าง วิทยุ โทรศัพท์ เครื่องบิน เขาพัฒนากันไปถึงไหนต่อไหนกันหมดแล้ว เมื่อเป็นดังนั้นผมก็จะพาท่านย้อนเวลากลับไปเรื่องของรถยนต์ แน่นอนครับไม่กลับไปที่จุดสตาร์ทหรือจุดเริ่มต้นของรถยนต์คันแรก ก็คงเริ่มกันตั้งแต่เมื่อวันเวลาที่ผมรู้จักรถยนต์ทั้งจาก การเรียนการขับซ่อมรถ เป็นและจนถึงพอซ่อมรถเป็น ก็ถือเสียว่าอ่านกันเพื่อเอาไปต่อยอดค้นคว้าให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์กันต่อไป หรืออ่านเพื่อฆ่าเวลาในขณะที่ใจจดจ่อรอรถที่จองไว้อยู่ก็แล้วแต่สะดวก
เมื่อครั้งที่เข้าไปเรียน ช่างยนต์ ผมยังขับรถไม่เป็นที่บ้านไม่มีรถ รถบนถนนในช่วงเวลานั้นอยากจะพูดได้ว่าเป็นช่วงเวลาถดถอยของรถฝรั่งที่คลองตลาดบ้านเรามาช้านานรถที่เข้ามาแทนที่ก็เป็นรถญี่ปุ่นแต่ว่ายังเป็นส่วนน้อยนิดจนเรียนใกล้จบที่บ้านก็ได้รถเก๋งมาชูคออยู่คันหนึ่งเป็น รถฝรั่งมือสอง ที่ราคาเริ่มตกเอาตกเอาจำได้ว่าเป็น ฟอร์ดคอร์ตินารุ่น 1300L เก๋งขนาดกลางตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรนักเรื่องเครื่องยนต์เรื่องแรงม้าแรงบิด รู้แต่ว่าอาศัยได้นั่งชูคอ พอยืดอวดหญิงได้บ้าง และช่วงเรียนช่างยนต์ปีท้ายๆ ก็ขโมยรถครูบ้าง รถที่เอามาสอนบ้างไปลองขับจนขับรถเป็น
ฟอร์ดคอตินา คันนั้นก็เลยอาศัยเป็นพาหนะ (ขโมย) ได้บ้าง รถในสมัยนั้นจะเป็นรถเกียร์ธรรมดาคันเกียร์อยู่ที่คอพวงมาลัยบ้างก็เรียกว่า เกียร์คอหรือเกียร์มือ (ก็ยังไม่เคยเจอรถที่ใช้เท้าเข้าเกียร์เหมือนกันจนบัดนี้) จำได้ว่าใช้อยู่ได้ไม่นานก็เปลี่ยนใหม่เป็นรถฝรั่งที่ราคถูกเป็นรถมือสองมือสามเป็น เฟียต 124 จากอิตาลี มาถึงตอนนี้รถฝรั่งป้ายแดงหายไปจากท้องตลาดเกือบหมดแล้วมีรถหรูหลงเหลืออยู่สักสามยี่ห้อได้มั้ง (ตอนนี้ทำงานแล้ว) รถญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่พร้อมๆ กับการตั้งโรงงานผลิต (ประกอบ) ในบ้านเรา
รถฝรั่งที่มีใช้กันอยู่ก็เปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์ญี่ปุ่นกันเกือบหมด เครื่องที่ถูกเปลี่ยนในยุคนั้นก็จะเป็น เครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ ในตระกูลของ แลนเซอร์ ที่โด่งดังมากในตอนนั้น ช่วงเปลี่ยนถ่ายจากฝรั่งเป็นญี่ปุ่นกันเต็มรูปแบบผมก็ได้เปลี่ยนงาน ย้ายไปทำงานที่แม่ฮ่องสอนโน่นเรื่องรถเก๋งรุ่นใหม่ๆ ไม่มีรู้เรื่องรู้ราวกันล่ะ มือเปื้อนจารบีเปื้อนน้ำมันอยู่กับรถและเครื่องจักรในการสร้างทางเข้าแม่ฮ่องสอน ที่บ้านแม่มาลัยเชียงใหม่ไต่เขาไปทางปาย จนออกมาจากป่าแม่ฮ่องสอนกลับเข้ากรุงจึงได้มารู้เรื่องตามเรื่องรถยนต์กันอย่างจริงจังแบบว่า เอาจริงละนะ (เพราะเป็นอาชีพ) ก็เป็นยุครุ่งเรืองของรถญี่ปุ่นกันเต็มที่แล้ว ถ้าประมาณกันก็คงอยู่ช่วงกลางของทศวรรษที่ 70 ของศตวรรษที่แล้ว ในช่วงเวลานี้แหละเป็นช่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งของอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็คงต้องตามอ่านกันต่อในสัปดาห์หน้า
.......................................
(หมายเหตุ 150ปีของรถยนต์(1) : คอลัมน์ มอเตอร์เวิลด์)



