ไลฟ์สไตล์

คนไทยป่วยปอดบวมสูงจนน่าเป็นห่วง

คนไทยป่วยปอดบวมสูงจนน่าเป็นห่วง

12 พ.ย. 2555

ปอดบวมแชมป์คร่าชีวิตเด็ก แพทย์ชี้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เสียชีวิตต่อเนื่องปีละกว่า 2 ล้านคน ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา พบผู้ป่วยในประเทศปีนี้กว่า 168,490 ราย ตาย 1,074 ราย ดูแลสุขภาพบุตรหลานช่วงอากาศเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

               สถานการณ์โรคปอดบวมทั่วโลกและในประเทศไทยยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่ายกายยังไม่แข็งแรงเหมือนกับผู้ใหญ่ โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 - 4 พ.ย. 2555 พบผู้ป่วยโรคปอดบวมต่อแสนประชากร กว่า 168,490 ราย เสียชีวิต 1,074 ราย โดยกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ อายุ 65 ปี 40,460 ราย รองลงมา อายุ 1 ปี 20,677 ราย และอายุ 2 ปี 9,473 ราย และช่วงอายุ 55-64 ปี 6,376 ราย สำหรับจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนของประชากร สูงสุด 5 อันดับแรก คือ แม่ฮ่องสอน 553.24 ฉะเชิงเทรา 542.17 ตาก 536.70 อ่างทอง 529.13 เชียงราย 485.97 หากแบ่งตามภาคพบว่าภาคเหนือ มีผู้ป่วยสูงที่สุด 332.56 ราย รองลงมาคือภาคตะวันออเฉียงเหนือ 281.12 ราย ภาคใต้ 248.73 ราย และภาคกลาง 219.12 ราย

               นายแพทย์ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ที่ปรึกษาชมรมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตโดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคปอดบวมเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของเด็กทั่วโลก ซึ่งจากสถิติเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทั่วโลกกว่า 20 ล้านคนต่อปี พบว่าสาเหตุการตายจากโรคปอดบวมมากถึงร้อยละ 18 หรือมากกว่า 1.5 ล้านคน เฉลี่ยทุก 20 วินาที จะมีเด็กเล็กเสียชีวิตจากโรคปอดบวม 1 คน ซึ่งมากกว่าอัตราการตายจากโรคเอสด์ มาลาเรีย และโรคหัดรวมกัน นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ 90 ของเด็กที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม ส่วนมากจะอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย

               เฝ้าระวังเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ช่วงฤดูฝน-หนาว

               นายแพทย์ธีรชัย กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดหนัก เพราะถือเป็นช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ดังนั้นพ่อแม่ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 5 ปี จึงควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งสาเหตุการป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจะเริ่มจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ป่วยเป็นไข้หวัด ไอ จาม มีไข้และน้ำมูกไหล แต่หากผู้ปกครองปล่อยให้อาการไข้หวัดเรื้อรังและมีน้ำมูกคั่งเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังหูชั้นกลางและปอดได้ เพราะน้ำมูกและการไอจามบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุโพร่งจมูกและเยื่อบุลำคอ ซึ่งมีเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส และเชื้อเอ็นทีเอชไออาศัยอยู่ ทำให้เชื้อหลุดไปยังอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดอาการอักเสบ เกิดหนอง และลุกลาม จนเกิดโรคเชื้อรุนแรงตามมา

               เสนอรัฐฉีดวัคซีนไอพีดีให้เด็กฟรีเหลว

               “เนื่องจากโรคปอดบวมเป็นโรคที่อัตราป่วยสูงมากในแต่ละปี ซึ่งตามโรงพยาบาลส่วนใหญ่ผู้ป่วยเด็กมักจะมารักษาด้วยโรคปอดบวม ที่ผ่านมาทางชมรมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย จึงได้เสนอให้ภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุข ให้นำวัคซีนนิวโมคอคคัสหรือวัคซีนไอพีดี ปอด-หูอักเสบ ฉีดให้เด็กทุกคนฟรี เช่นเดียวกับวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนจะได้รับ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากโรคปอดบวม ปอดอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนิวโมคอดคัส ทั้งยังช่วยป้องกันโรคหูชั้นกลางอักเสบที่เกิดจากเชื้อเอ็นทีเอชไอด้วย แต่เนื่องจากราคาที่ค่อนข้างแพง ประมาณ 1,600- 2,300 บาท ต่อเข็มทางภาครัฐจึงไม่อนุมัติโดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีงบประมาณรองรับ” นายแพทย์ธีรชัย กล่าว
เตือนเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ป่วยโรคหูชั้นกลางอักเสบ

               ด้าน แพทย์หญิงอัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสและเชื้อเอ็นทีเอชไอ นอกจากจะทำให้เกิดโรคปอดบวมอย่างรุนแรงแล้ว ยังมีความสัมพันธ์และเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก คือ โรคหูชั้นกลางอักเสบ โดยจากสถิติพบว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี กว่าร้อยละ 80 มีโอกาสเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบอย่างน้อย 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อนิวโมคอคคัสและเชื้อเอ็นทีเอชไอ จากเยื่อบุคอหอยและโพรงจมูกของเด็ก ผ่านทางท่อยูสเตเชี่ยนจากการที่เด็กหายใจเอาเชื้อที่ไอจามออกไปกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เพราะท่อดังกล่าวเชื่อมถึงกันหมดตั้งแต่หูไปยังฐานสมอง และช่องคอไปถึงปอด โดยเชื้อจะไปก่อให้เกิดการอักเสบที่เยื่อแก้วหู ทำให้บวมแดง มีน้ำหรือหนองคั่งในเยื่อแก้วหู ในรายที่เป็นมากอาจถึงขั้นเยื่อแก้วหูทะลุได้ และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และฝีในสมองได้

               แพทย์หญิงอัจฉรา กล่าวต่อว่า การเฝ้าระวังของผู้ปกครอง คือต้องเฝ้าสังเกตบุตรหลานของตนอย่างใกล้ชิด โดยระยะอาการของโรคแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงอาการไม่รุนแรงเด็กจะมีไข้หวัด ช่วงอาการรุนแรงจะมีไข้หวัดเกิน 3 วัน และเริ่มมีอาการหายใจลำบาก ซึ่งในระยะนี้ผู้ปกครองควรต้องรีบนำบุตรหลานมาพบแพทย์ และช่วงที่อาการรุนแรงมาก โดยเด็กจะมีไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 7 วัน มีอาการไอ จาม และเหนื่อยหอบ ในเด็กเล็กบางคนเวลาหายใจอาจหน้าอกอาจยุบได้ เนื่องจากโรคปอดบวมจะทำให้เนื้อปอดอักเสบ และทำให้ออกซิเจนในร่างกายต่ำลง ในรายที่เป็นหนักมากจะเกิดการการตัวเขียวได้ ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

               “พ่อแม่บางคนคิดว่าโรคปอดบวมเป็นโรคที่ไม่อันตรายจึงละเลยการป้องกัน ทำให้อัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคปอดบวมในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองจึงควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากเด็กเล็กป่วยเป็นโรคปอดบวมจะมีความอันตรายสูง โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และหากเด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องร่วมด้วย เช่น เด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เด็กที่ไม่มีม้าม และเด็กที่มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่า 1,500 กรัม รวมถึงเด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือสถานรับเลี้ยงเด็กก็เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย” แพทย์หญิงอัจฉรา กล่าว