ไลฟ์สไตล์

ชวนเที่ยว:เขา...ก็ปาย

ชวนเที่ยว:เขา...ก็ปาย

11 พ.ย. 2555

เขา...ก็ปาย : คอลัมน์ชวนเที่ยว เรื่อง-ภาพ นพพร วิจิตร์วงษ์

          หายใจเข้า ... ก็คิดถึงเขา
          หายใจออก ... ก็คิดถึงเขา
 
          ยิ่งอากาศเริ่มหนาวๆ แบบนี้ ยิ่งคิดถึงเขา โดยเฉพาะเขาที่อยู่ทางเหนือซะด้วยซิ กว่าจะนัดแนะลงตัวว่าเราจะแวะกินข้าวที่ "ปาย" โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ "เขา" ที่ยืนเด่นเป็นสง่าเฝ้ามองปายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นแหละเขาล่ะ "ดอยจิกจ้อง" ที่คิดถึง
 
          ยามหนาวมาเยือน ใครๆ ก็อยากไปเมืองปาย จากเมืองสงบๆ กลายเป็นเมืองแออัด ชนิดถนนคนเดินกลางเมืองยามค่ำอัดแน่นไปด้วยผู้คนในฤดูกาลท่องเที่ยว เราก็เหมือนกันแต่ขอขึ้นไปนอนดูเมืองปายบนยอดเขาแล้วกัน 
 
          จากกรุงเทพฯไปฟ้าสางที่ตลาดแม่มาลัย ล้างหน้าล้างตาหากาแฟจิบ พร้อมกับเตรียมเสบียง ก่อนแยกไปตามเส้นทาง 1095 มุ่งหน้าสู่ อ.ปาย ถึงนู่นก็ปาเข้าไปเกือบ 11 โมง ท้องเริ่มหิวเลยไปแวะกินมื้อเที่ยงกันที่ส้มตำหน้าอำเภอ ร้านดังที่มีสารพัดตำ ใครไปใครมาเป็นต้องแวะ ช่วงพีคๆ ก็ต้องรอคิวกันยาว แต่วันนี้เราเป็นลูกค้ากลุ่มแรกของร้านอย่างไม่น่าเชื่อ
 
          แวะคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอีกหน่อย ก่อนจะเดินทางไปตามเป้าหมาย "บ้านป่ายาง" อยู่เลยวัดน้ำฮู-หมู่บ้านสันติชน (ยูนนาน) เลยทางแยกเข้าน้ำตกหมอแปง ไปทางแยกขวา เราเริ่มจอดถามทางไปเรื่อยๆ ก็ถนนมันหลายแยกจนจะงง จนผ่านไปถึงโรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ 22 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนอีกหน่อย ก็ถึงบ้านป่ายาง เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่ามูเซอ (ลาหู่)
   
          จัดแบ่งข้าวของกับลูกหาบ 2 คน ช่วยแบกเสบียงแล้วก็นำทางไปด้วยในตัวกันพลาด ยังไม่ทันขึ้นเป้ คนแทบจะทั้งหมู่บ้านก็ออกมาดูเรา ทั้งผู้เฒ่า เจ้าหนู แม่อีหนู เขาอาจจะขำขำในใจ มันจะไปเดินกันทำไมเนี่ยะ
 
          บ่ายคล้อยถึงเริ่มขึ้นเป้ เริ่มจากถนนในหมู่บ้าน ผ่านไร่กระเทียมที่กำลังลงมือปลูก ฝ่าแดดร้อนๆ เข้าราวป่า พอเข้าไปแล้วก็เริ่มไต่ทางชันกันทีเดียว จนต้องเดินไป พักเหนื่อยกันไปกว่าร่างกายจะปรับตัว ฉันเองอาศัยถ่ายรูปเป็นการพักไปในตัว วิวป่าใหญ่ดูร่มรื่น แถมที่นี่มีกล้วยไม้เยอะจริงๆ และก็โชคดีที่เจอ สิงโตรวงข้าว ออกดอกพอดี 
  
          เส้นทางที่เราผ่านเป็นสันเขาแคบๆ แต่เดินสบาย กว้างราวๆ 2 เมตร สองข้างทาง ด้านบนเขามีรั้วกั้น น่าจะเป็นกั้นวัวหรือไม่ก็ควาย เพราะเขาภาคเหนือหลายดอยกลายเป็นที่เลี้ยงวัว ควายไปแล้ว เราปีนข้ามกันไป แล้วก็เจอกับวิวกว้างๆ ของตัวเมืองปาย แต่หมอกแดดฟุ้งๆ ทำให้เห็นตัวเมืองไม่ชัดนัก
 
          ปาย เป็นเมืองเล็กๆ ในหุบเขาจริงๆ ลมเย็นๆ จนอยากชวนกันนั่งชมวิวซะจริง แต่เวลาไม่ให้ซะแล้ว เอาเป็นว่าเดินไปชมวิวไป เพราะต้นไม้ใหญ่ก็งามด้วยมอสที่เกาะตามกิ่ง หรือจะดงเฟินต้นจำพวกกูดดอย เป็นดงกว้างๆ สวยงาม
 
          บนดอยคืนนี้ ไม่ได้มีแค่พวกเราซะแล้ว ยังมีควายอีกฝูงย่อมๆ ที่ชาวบ้านเอาขึ้นมาปล่อยให้หากินช่วงที่ไม่ได้ทำนา จนเราต้องเปิดศึกชิงพื้นที่ซะหน่อย เพราะเป็นทำเลดี ที่ราบ ใกล้แหล่งน้ำ แล้วในที่สุดเราก็ยึดสมรภูมิควายได้ ด้วยการไล่มันไปที่อื่น แล้วจัดแจงตั้งแคมป์ หุงหาอาหารก่อนฟ้ามืด
 
          ยามค่ำคืนในป่าใหญ่ ไม่มีอะไรดีไปกว่านั่งคุยกันกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา อากาศช่วงอาทิตย์ลับฟ้า เย็นลงอย่างรวดเร็ว 
 
          เช้าวันใหม่ตื่นมาพร้อมกับกลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยมาเลย จัดการมื้อเช้าเสร็จก็เก็บแคมป์ มุ่งหน้าขึ้นยอดจิกจ้อง ฟ้าใสๆ แดดแจ่มๆ 
 
          "ความสวยงามมักอยู่ยอดๆ" เพื่อนคนหนึ่งเคยให้กำลังใจเวลาเดินไต่ทางชัน ตอนนี้ก็นึกถึงข้อความนั้นอีก เพราะเส้นทางชันถึงชันมาก หอบไปหายแฮ่ก กว่าจะถึงกิ่วเขาที่ทอดยาวสูงขึ้นไปถึงยอดจิกจ้อง พวกเราวางเป้ไว้ ก่อนเดินข้ามเขาไป 2 เนินขึ้นไปที่ยอดจิกจ้อง มองไปมองมาก็คล้ายหัวสิงห์แห่ง "ม่อนจอง" แต่ที่นี่มีต้นสนสามใบขนาดใหญ่ขึ้นเต็มข้างทาง มองดูสวยงามไม่แพ้ป่าสนภูกระดึงเชียว
 
          "ยอดจิกจ้อง-1796 ม.รทก." จุดสูงสุดจะเป็นก้อนหินมหึมา ที่ตอนอยู่ด้านล่างจะเห็นได้ชัดเจน จนมองไปมองมา มันน่าจะเป็นยอดสูงสุด และเป็นที่มาของคำว่า "จิกจ้อง" แปลว่า "ยอดร่ม"  ถ้าจะชมวิว 270 องศา ก็ต้องเดินเลาะอ้อมก้อนหินใหญ่ไปฝั่งหน้าผา
 
          จากแผนที่เห็นว่ายังมียอดสูงสุดอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ลูกหาบก็บอกเหมือนกัน อยู่เขาด้านหลังยอดจิกจ้อง และเป็นเส้นทางเดียวกับที่เราจะเดินไปด้วย ไม่รอช้า ออกเดินกันต่อดีกว่า จากยอด 1796 หันไปทิศตรงข้าม 180 องศา ดิ่งขึ้นเขาชันๆ อีกฝั่ง "ไม่เหนื่อย แต่เกือบหายใจไม่ทัน" 555
 
          ฉันอาศัยถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เดินกันจนถึงสันราบๆ กับดงสาบเสือ ก็ได้เวลาพักเที่ยงกัน
 
          "ใบสาบเสือนี่แหละเป็นสมุนไพรพื้นบ้านใช้ใบขยี้ๆ ปิดปากแผลห้ามเลือด" อยู่ในดงสาบเสือก็ต้องคุยถึงสาบเสือ แต่พี่อีกคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าบอกว่า "ใบมันนุ่มๆ ใช้แทนทิชชูเช็ดก้นได้ " หุหุ  คุยไปกินข้าวกันไป หัวเราะกันไป 
 
          พักเที่ยงกันราวชั่วโมง ก็เลาะลงเขา เส้นทางเดินไม่ยากเท่าไหร่แล้ว ถึงที่พักเพิ่งจะบ่ายสองของวัน หลังตั้งแคมป์กันเสร็จ พวกเราต่างก็คว้ากล้องออกเดินหาจุดสูงสุดของดอยจิกจ้อง ไปวัดให้เห็นกับตาว่า ตรงไหนแน่ที่เป็นจุดสูงสุด
 
          ขาไปเดินเริงร่า  ผ่านดงสาบเสือเต็มเนินกว้าง สีเขียวๆ ตัดกับสีขาวๆ ของดอกหนาด ที่แม้จะเป็นดอกหญ้าธรรมดาแต่ก็ทำให้ขุนเขาดูมีเสน่ห์ขึ้นมาอีกเยอะ ทิวเขาสลับซับซ้อน ปรากฏในมุมกว้างกว่า 180 องศา กับพิกัดความสูง 1988 ม.จากจีพีเอส และนี่...น่าจะเป็นยอดสูงสุดของดอยจิกจ้อง
 
          ระหว่างนั่งรอดูดวงอาทิตย์ตก อากาศเริ่มเย็นลงพอดูนาฬิกาวัดอุณหภูมินั่นแหละถึงบางอ้อ "10 องศาเอง ... ขณะ 4 โมงเย็น" แถมกินแห้วกันอีก เพราะหมอกฟุ้งๆ หนาๆ เลยเห็นแต่แสงเรื่อๆ กับไข่แดงที่โผล่มาให้เห็นแค่เสี้ยวเดียว แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว
 
          ขากลับเดินจ้ำตามกันไป กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็หลงไป 2 เนิน แถมมาโผล่ข้างแคมป์คนละด้านกับขาไปซะอีก ขำขำ เดินกันจนมืดจนค่ำ
 
          อากาศคืนนี้หนาวเย็นกว่าคืนแรก ขนาดว่าเนื้อหมูที่ซื้อมายังเป็นสีชมพูสวย ไม่มีกลิ่นกวนใจ ทั้งที่ผ่านไปถึง 2 วัน อืมมม...อากาศเย็นได้ใจจริงๆ ยิ่งยามดึก ยิ่งหนาวจนนอนแบบไม่ค่อยเป็นสุข เพราะดันเอาถุงนอนบางเอ็กซ์ตรีมแค่ 9 องศาไป
 
          เช้านี้ ถึงขั้นทุบหม้อข้าว เดินรวดเดียวลงให้ถึงหมู่บ้าน เหลือแค่อาหารแห้งบางอย่างไว้กันหิวกลางทาง เส้นทางสายนี้ ต้นไม้ใส่เสื้อสวยๆ ไม้ใหญ่เริ่มแตกใบอ่อน ตัดกันท้องฟ้าสีฟ้า แถมทางเดินสันเขาก็ร่มรื่น แต่ไปไม่นานก็ต้องเจอกับเทรล (เส้นทางเดินป่า) ที่ไม่เป็นเทรล เรียกว่า ใหม่ซิง ซิง ... เราเดินดิ่งลงอย่างเดียว ตามแต่ใครจะถนัดหันซ้ายลงหรือขวาลง ตั้งหน้าตั้งตาเดินถึงป่ายางชายหมู่บ้านราวบ่ายครึ่ง แล้วไปอาบน้ำพุร้อนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองปายราว 5-8 กม.
 
          เหนื่อยๆ หนักๆ แต่ก็ชุ่มชื่นใจหลังฟอกปอดในป่าใหญ่ รับไอเย็นบนยอดเขาเหนือเมืองปาย ก่อนเดินทางกลับ พร้อมกับ ... อาทิตย์ดวงโตโบกมือลาเป็นแสงสุดท้ายแห่งวันอยู่สุดทางแม่น้ำปาย และ เขา...ที่ยืนเป็นฉากหลัง
.......................................
(หมายเหตุ เขา...ก็ปาย : คอลัมน์ชวนเที่ยว เรื่อง-ภาพ นพพร วิจิตร์วงษ์)