
ปปช.ยุคใหม่'ปรับปรุงกลไก
ปปช.ยุคใหม่'ปรับปรุงกลไก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา มหาคุณ
การทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทย มีแนวโน้มทวีความรุนแรง และซับซ้อนมากขึ้น ปปช.เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงปรับปรุงกลไก เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมทั้งการเพิ่มมาตรการวิธีการเพื่อส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อยกระดับการดำเนินงานภารกิจป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นที่มาของการแก้ไขและเพิ่มเติม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 คาดหวังจะยกระดับภาพลักษณ์ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของไทยในระดับสากลให้อยู่ในลำดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม
จากผลการสำรวจขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ เกี่ยวกับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index หรือ CPI) พบว่า ในปี 2554 ประเทศไทยได้คะแนนความโปร่งใส 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน จัดอยู่อันดับ 80 จากการจัดอันดับทั้งหมด 183 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับ 10 จาก 26 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) อธิบายว่า กฎหมายฉบับใหม่ ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้ พรบ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป และให้ผู้รักษาการตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือประธานกรรมการ ปปช. ดำเนินการปรับปรุง พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นไปตามที่บัญญติไว้ในรัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
"รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 หลายประการ โดยเฉพาะการกำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูง การกำหนดให้มีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด โดยสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ด้านปราบปราม ด้านตรวจสอบทรัพย์สิน ด้านส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการจัดตั้งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด"
ด้านปราบปราม แยกระบบการแสวงหาข้อเท็จจริง ออกจากระบบไต่สวนให้เลขาธิการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงก่อนการไต่สวน และให้มีอำนาจเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการ ปปช.เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลอื่น โดยสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการเข้าถึงข้อมูลได้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีในระหว่างถูกดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ กำหนดให้ศาลที่พิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน และให้ยึดสำนวนของ ปปช.เป็นหลักในการพิจารณา และผู้ทรงคุณวุฒิได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนได้
ด้านตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการ ปปช.มีอำนาจเรียกข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องจากสำนักงาน ปปง.หรือสถาบันการเงิน และผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมการเงิน และในกรณีที่มีความจำเป็น คณะกรรมการ ปปช. สามารถใช้อำนาจของคณะกรรมการ ปปง. และคณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ด้วย
ด้านส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีหลายประการที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.การคุ้มครองพยาน คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจจัดให้มีมาตรการคุ้มครองผู้กล่าวหา ผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้แจ้งเบาะแส ในการไต่สวนข้อเท็จจริง 2.จัดให้มีเงินสินบนแก่บุคคลผู้แจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นผลให้มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และจัดให้มีรางวัลตอบแทนแก่บุคคลผู้ชี้ช่องแจ้งเบาะแส 3.เสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้การคุ้มครอง หากเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ข้อมูล ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดเดิมแล้วถูกกลั่นแกล้ง หรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม 4.กันบุคคลเป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดีก็ได้ 5.ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลาง และการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ 6.ให้บุคคล หรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ แสดงบัญชีรายการรับ-จ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ต่อกรมสรรพากร
การแต่งตั้ง "กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด" จังหวัดละไม่น้อยกว่า 3-5 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถเสนอมาตรการ ความเห็น ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ของผู้ถูกกล่าวหา และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย เว้นแต่การไต่สวนข้อเท็จจริง
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา มหาคุณ ย้ำว่า กฎหมายใหม่เพิ่มกลไกและเครื่องมือใหม่ๆ ในการต่อต้านการทุจริต เช่น การคุ้มครองพยาน และการกันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีการกระทำทุจริต ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายคุ้มครองเพียงพอ จึงเป็นการยากที่จะสามารถลงโทษผู้กระทำการทุจริตโดยเฉพาะด้านการทุจริตเชิงนโยบายที่ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจมาก มีการเพิ่มกลไกและอำนาจการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้กระทำทุจริตที่ถือครอบครองเอง ไปจนถึงทรัพย์สินที่ให้ผู้อื่น หรือนอมินี ถือแทน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามมาตรฐานสากลตามพันธกรณีที่ไทยเข้าไปเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบงานด้านการไต่สวนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจัดแบ่งการทำงานของกระบวนการแสวงหา หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง กับกระบวนการไต่สวน ออกจากกันอย่างชัดเจน
"ประชาชนมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต โดยการจัดตั้งกรรมการ ป.ป.ช.ประจำจังหวัด เพื่อสรรหาคนเก่ง คนดี มีคุณธรรมในแต่ละจังหวัดมาดำเนินงานต่อต้านการทุจริต ซึ่งเดิมที่มีการจัดตั้งสำนักงาน ปปช.จังหวัดเขตพื้นที่ 1-9 ในภูมิภาครวม 9 จังหวัดอยู่แล้ว ต่อมาเพิ่มเป็น 32 จังหวัด และจะทำให้ครบทั้ง 76 จังหวัดภายในเดือนเมษายน 2556"
ประการสุดท้าย คือ การเพิ่มกลไกและอำนาจในการตรวจสอบการทุจริตโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ที่มีการลงทุนเป็นพันล้านบาท เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นโครงการ โดยไม่รอให้เกิดการทุจริตในการประมูลก่อน ถึงจะเข้าตรวจสอบ รวมทั้งกำหนดให้มีการประกาศสูตรการคำนวณราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ การรายงานค่าใช้จ่ายของโครงการ ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐต่อกรมสรรพากร เป็นต้น
อีก 2 บทบาทที่คณะกรรมการ ปปช.กำลังดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการทุจริต ได้แก่ กลไกศาสนา และ กลไกการศึกษา โดยอาจารย์วิชา อธิบายว่า การแก้ปัญหาที่ได้ผลต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ต้องปลูกฝังให้ละอายกับการทุจริต และตั้งแต่เด็ก ปปช.จึงได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะสอดแทรกจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริตลงไปในบทเรียนตั้งแต่ระดับก่อนวัยเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา ให้ความรู้ทางด้านคุณธรรม และส่งเสริมจริยธรรม พัฒนาจิตใจให้ต่อต้านการทุจริต โดยจัดสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวัยและสภาพสังคมของแต่ละชุมชน
"ส่วนกลไกทางศาสนา ปปช.จะนำข้อกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริต ที่สอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ ที่มีในประเทศไทย ผนวกเข้ากับการต่อต้านการทุจริต เพื่อพัฒนาจิตใจประชาชนให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงความผิดของการทุจริต เป็นการเตือนสติให้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงของการทุจริต ต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ก็จะสร้างเครือข่ายการให้ความรู้ทางด้านศาสนาที่บูรณาการงานป้องกันการทุจริต แก่หน่วยงานอื่นของภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น"
คณะกรรมการ ปปช. คาดหวังด้วยว่า อยากเห็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตทั้ง 4 ด้าน บรรลุเป้าหมาย เป็นธรรม ถูกต้อง รวดเร็ว และลดจำนวนคดีให้น้อยลง นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการปฏิบัติงานการตรวจสอบทรัพย์สินให้มากขึ้น การปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน ปปช. ทั้งในส่วนอำนวยการ ปฏิบัติการ และส่วนสนับสนุน ให้สอดรับกับการปฏิบัติงานมากขึ้น พัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
..................................................
หมายเหตุ : เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงาน ปปช.ก้าวสู่ปีที่ 14 ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 นี้ ขอเชิญคนไทยร่วมส่งความคิดเห็นผ่านทางไปรษณียบัตรและรับมอบของที่ระลึกจากสำนักงาน ปปช.ในหัวข้อ "ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระยะที่ 2 (พ.ศ.2556-2560) ได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทยเบาบางลง" โดยให้จัดส่งไปรษณียบัตรมาที่สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ปปช. เลขที่ 361 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555
...............................................
(ปปช.ยุคใหม่'ปรับปรุงกลไก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา มหาคุณ )



