ไลฟ์สไตล์

เคล็ดลับ "นักเตะขั้นเทพ"

เคล็ดลับ "นักเตะขั้นเทพ"

07 พ.ย. 2555

กีฬาฟุตบอลเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องได้รับบาดเจ็บบ้างไม่มากก็น้อย การรักษาไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป จะรักษาตามอาการและอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษาและพักฟื้นนานพอควรกว่าจะกลับไปเล่นใหม่ได้

 การป้องกันและการเตรียมความพร้อมของร่างกายคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บและเพิ่มศักยภาพให้แก่นักกีฬา โดยมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการช่วยวัดความสามารถของระบบกล้ามเนื้อและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่ใช้ในการเล่นกีฬา ซึ่งต่างประเทศนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
 "ฟุตบอล" เป็นกีฬาที่ต้องใช้เท้าเตะและวิ่งตลอดเวลาในช่วงที่เล่นหรือตลอดเกมการแข่งขัน ร่างกายควรมีความพร้อมหรือฟิตระดับหนึ่ง เพราะต้องวิ่งได้อย่างต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง วิ่งจนหมดเวลาการแข่งขันได้โดยไม่เหนื่อยหอบ อวัยวะสำคัญที่ใช้ในการเล่น คือ ขาและเท้า ซึ่งมักพบการบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดจากการปะทะ หรือที่เรียกว่า Non-Contact Injury
 การบาดเจ็บที่พบได้บ่อย คือ ข้อเท้าพลิก มักพบที่เอ็นด้านนอกของข้อเท้า ข้อเข่าเป็นจากการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า ฯลฯ ก่อนเล่นจึงควรเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่พบบ่อยเหล่านี้ โดยการใช้เครื่อง Balance Test ช่วยตรวจสอบความรู้สึกในการทรงตัว เพื่อดูว่าเส้นประสาทที่มาเลี้ยงข้อเท้าและข้อเข่านั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน หากเซออกไปมาก และสามารถกลับมาทรงตัวได้ช้า นั่นเป็นเพราะเส้นประสาทการรับรู้การทรงตัวไม่ดี ต้องฝึกฝนเส้นประสาทเพิ่ม
 เครื่อง Balance Test นอกจากจะช่วยประเมินแล้ว ยังสามารถใช้ในการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความสามารถในการทรงตัว หลังได้รับการบาดเจ็บที่ข้อเท้า หรือข้อเข่า เพื่อให้นักฟุตบอลได้กลับไปเล่นฟุตบอลโดยมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บไม่ต่างกับนักฟุตบอลที่ไม่เคยได้รับบาดเจ็บ
กีฬาฟุตบอลอวัยวะหลักๆ ที่ต้องฝึกฝนและเตรียมความพร้อม
 1.ข้อเท้าและข้อเข่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ คือ กล้ามเนื้อรอบข้อ และระบบประสาทที่ควบคุมบริเวณรอบข้อ หลังการบาดเจ็บ กลุ่มที่ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้ออย่างเดียว มีโอกาสบาดเจ็บซ้ำได้ถึง 50% แต่กลุ่มที่ฝึกคู่กันทั้งกล้ามเนื้อและระบบประสาทรอบข้อด้วย จะมีโอกาสได้รับการบาดเจ็บซ้ำน้อยกว่า 20%
 ควรฝึกโดยการยืนบนพื้นที่ไม่มั่นคงบนอุปกรณ์ เช่น Wobble Board หรือ Ankle Disc เป็นอุปกรณ์ช่วยฝึกการทรงตัว หลักการคือ เมื่อเรายืนบนพื้นที่ไม่มั่นคงจะเกิดการเซไปด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา หากเส้นประสาทรับรู้เร็วก็จะกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ป้องกันการล้มหดตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้ป้องกันเอ็นรอบข้อไม่ถูกยืดยาวจนเกิดการบาดเจ็บ จึงช่วยลดการบาดเจ็บได้มากยิ่งขึ้น
 2.กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) มีหน้าที่ในการงอเข่า แต่การเล่นฟุตบอลต้องใช้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าหรือกล้ามเนื้อในการเหยียดเข่า (Quadriceps) เป็นหลัก เพื่อวิ่งให้เร็ว เตะลูกฟุตบอลให้แรงและได้ความเร็วสูง เมื่อเหยียดเต็มที่จะไปดึงหรือกระชากกล้ามเนื้อ Hamstring ให้เหยียดไปด้วย จึงทำให้ Hamstring ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากโดยธรรมชาติกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าจะใหญ่และแข็งแรงกว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ง่าย จึงควรฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ให้แข็งแรง โดยการใช้ Weight Training หรือ Resistance Training
 3.กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (Thigh Adductors) โดยปกติกล้ามเนื้อที่ใช้กางขาจะแข็งแรงกว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านในที่ใช้หุบขา นักกีฬาคนไหนที่ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านในบ่อยๆ ควรได้รับการทดสอบว่าสัดส่วนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งสองกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ที่เล่นฟุตบอลได้โดยไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง และควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหุบขา ด้วยเครื่องบริหารกล้ามเนื้อด้านใน
 4.เอ็นไขว้หน้า (Anterior cruciate ligament) ทำหน้าที่เช่นเดียวกับ Hamstring คือป้องกันการเหยียดขาไปข้างหน้าอย่างเร็ว ในกรณีที่นักกีฬาเคยบาดเจ็บจากเอ็นไขว้หน้า ควรฝึกกล้ามเนื้อ Hamstring ให้มากกว่าปกติ เพื่อช่วยป้องกันให้ ACL มีความเสี่ยงจากการบาดเจ็บได้น้อยลง
 การวัดสมรรถภาพความแข็งแรงและการฝึกกล้ามเนื้อให้เหมาะสมกับประเภทกีฬาที่เล่น คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักกีฬาได้รับการบาดเจ็บน้อยลง และส่งผลให้นักกีฬามีศักยภาพในการเล่นได้ยาวนานขึ้น

นพ.ภาสกร วัธนธาดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา

โรงพยาบาลสมิติเวช (สุขุมวิท)
โทร.0-2711-8181