
เล็งใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์คุมเด็กแว้น
อธิบดีกรมคุมประพฤติ เตรียมใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์คุมเด็กแว้น หวังควบคุม จำกัดและเฝ้าระวังความประพฤติ
จากกรณีเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2555 น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวภายหลังประชุมการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) หรือ EM” ควบคุมตัวผู้ต้องขังแทนการลงโทษจำคุก มาใช้ในประเทศไทยครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุม จำกัดและเฝ้าระวังความประพฤติกลุ่มเยาวชนและสตรีกระทำผิดในเขตกรุงเทพมหานครก่อน เช่น คดีเด็กแว้น เป็นต้น เริ่มต้นใช้ในเดือนมกราคม 2556
นางญาณี เลิศไกร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ (สท.) พม. กล่าวว่า สท.เห็นด้วยในการนำเครื่องมือ EM เนื่องจากอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะไม่ต้องเข้าสถานพินิจ ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องสอบถามความสมัครใจหรือสอบถามความเห็นของเด็กด้วยว่าจะยินยอมให้สวมเครื่องมือดังกล่าวหรือไม่ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ เด็กอาจรู้สึกเป็นตราบาปหรือไม่ ในขณะเดียวกันหากมีการนำมาใช้จริงควรมีโปรแกรมบำบัดควบคู่กันไปด้วย โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม
พญ.วราพร พันธุมโกมล คลินิกวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ EM มาใช้ในเด็กอาจเป็นดาบ 2 คม ด้านหนึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเด็กที่กระทำผิดได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ได้เรียนหนังสือตามปกติ มองอีกด้านเด็กที่สวมใส่อาจมีผลต่อสภาพจิตใจ เด็กอาจคิดว่าตนเองมีปมด้อย หรือผิดปกติไปจากเด็กทั่วไป อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงไม่ทราบได้ว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไรเมื่อสวมใสอุปกรณ์นั้นอยู่ จึงอยากแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาหรือทดลอง ติดตามผลในช่วงแรก เช่น ถามว่าเด็กรู้สึกอย่างไรบ้าง
"การใช้อุปกรณ์นี้เด็กจะได้อยู่กับครอบครัว ไม่ต้องอยู่ในสถานพินิจที่แออัด ใช่ว่าออกมาแล้วจะเป็นคนดี บางคนออกมาแย่กว่าเดิมอีกก็มี แต่ต้องมาดูอีกว่าถ้านำเด็กออกมาแล้วครอบครัวพร้อมช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้หรือไม่ ไม่ใช่เด็กกลับบ้านแล้วพ่อแม่ตีกันเกือบทุกวัน พ่อแม่หย้าร่างกัน และที่สำคัญสังคมต้องให้โอกาสเด็กเหล่านี้ได้แก้ตัว ไม่ใช่ทับถมซ้ำเติม" พญ.วราพร กล่าว
พญ.วราพร กล่าวต่อว่า อุปกรณ์ดังกล่าวหากนำมาใช้ในกลุ่มนักโทษผู้ใหญ่ในเรือนจำ น่าจะได้ผลดีที่สุดไม่ต้องอยู่ในเรือนจำที่แออัด สิ้นเปลืองงบประมาณประเทศ ให้นักโทษออกมาใช้ชีวิตข้างนอก โดยเฉพาะนักโทษที่มีครอบครัวให้ออกมาทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัวจะเป็นการดียิ่งกว่า



