ไลฟ์สไตล์

รักษาโรคกระดูกทับเส้นในผู้สูงอายุ

รักษาโรคกระดูกทับเส้นในผู้สูงอายุ

06 พ.ย. 2555

โรคกระดูกทับเส้น สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วยด้วยอาการปวดหลัง ปวดขา และเดินได้ในระยะสั้นลงเรื่อยๆ ตามอาการที่เพิ่มมากขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

 โรคนี้มักเกิดกับผู้สูงอายุ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของข้อกระดูกสันหลังจนทรุดตัวทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้น เพื่อต้านการทรุดตัวและไปกดทับเส้นประสาท หรือบางครั้งอาจเกิดจากการที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท
 การรักษาโรคกระดูกทับเส้น แพทย์จะให้การดูแลตามสภาพอาการ โดยไล่ระดับไปตั้งแต่แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการยกของหนัก ควบคู่ไปกับการกินยาแก้ปวด ใส่เสื้อรัดเอว และการออกกำลังกายในช่วงที่ยังเป็นไม่มากนัก แต่หากอาการหนักขึ้นมาอีกก็ต้องทำกายภาพบำบัด หากยังไม่หายก็ต้องพิจารณาฉีดยาเข้าช่องประสาทไขสันหลัง หรือทำการผ่าตัดรักษา
 ในการผ่าตัดรักษาเดิม แพทย์จะทำการตัดกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออกหลายๆ ข้อออกแล้วใช้แผ่นโลหะที่ทำจากไทเทเนียมดามกระดูกระหว่างข้อเพื่อให้กระดูกสันหลังเกิดความมั่นคงไม่ยุบตัวลง วิธีนี้แม้จะให้ผลดีอาการปวดหายได้เร็ว แต่ต้องใช้เวลาในการผ่าตัดนานกว่า และต้องติดตามผลการรักษาจนกว่ากระดูกจะติด อีกทั้งยังมีโอกาสสกรูโลหะที่ใส่ไว้หักผู้ป่วยต้องกลับมาใส่ใหม่ นอกจากนี้ยังอาจพบปัญหาข้อที่อยู่สูงถัดจากข้อที่เชื่อมแล้วมีอาการเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการปวดหลังในข้อที่อยู่สูงขึ้นไป และต้องกลับมารับการผ่าตัดซ้ำอีกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ผู้ป่วยต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เสียเวลา และเจ็บตัวซ้ำ
 เทคนิคการผ่าตัดรักษาที่เรียกว่า Microdecompression มาใช้ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบเปิดแผลเล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์ แพทย์จะกรอกระดูกส่วนที่ไปกดทับ หรือเบียดเส้นประสาท ซึ่งเป็นการแก้ไขโดยตรงที่ต้นเหตุของปัญหา โดยไม่ต้องตัดเอากระดูกออกมาทั้งหมด และหลีกเลี่ยงการใช้โลหะ กระดูกที่ยังอยู่สมบูรณ์ยังสามารถยึดตัวแน่นหนาโดยไม่ต้องใช้เหล็กดาม ทำให้ผู้ป่วยไม่เกิดปัญหาหลังการผ่าตัด จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดค่าใช้จ่ายได้มาก
 นอกจากนี้ การผ่าตัดด้วยเทคนิค Microdecompression ยังมีข้อดีตรงที่แผลผ่าตัดเล็กกว่าการผ่าตัดธรรมดาจากแผล 5-8 เซนติเมตร เหลือเพียง 2-3 เซนติเมตร จึงทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วอีกด้วย
 จากการรวบรวมข้อมูล การผ่าตัดกระดูกสันหลังด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Assisted Spine Surgery) ที่ทำในโรงพยาบาลกรุงเทพตั้งแต่ 11 พฤษภาคม 2553 จนถึง 27 กรกฎาคม 2554 ทั้งหมด 83 ราย กลุ่มผู้ป่วยอายุเฉลี่ย 59 ปี ส่วนใหญ่เข้ารับการผ่าตัดด้วยโรคกระดูกสันหลังตีบแคบ (spinal stenosis) คิดเป็นสัดส่วน 32.5% โรคกระดูกสันหลังเลื่อน (spondylolisthesis) 28.9% เป็นต้น
 ผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการใส่สกรูที่กระดูกสันหลังรวม 477 ตัว ซึ่งล้วนอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมไม่ทำให้เกิดปัญหากับระบบประสาท หรือหลอดเลือด และอยู่ในตำแหน่งมั่นคงแข็งแรงในกระดูกสันหลัง ทำให้ผลการผ่าตัดโดยรวม เช่น การเชื่อมต่อกระดูกสันหลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน หลังผ่าตัดผู้ป่วยส่วนใหญ่นอนโรงพยาบาลประมาณ 5 วัน จากการติดตามผลคุณภาพชีวิตหลังการผ่าตัดด้วยแบบสอบถาม (Oswestry Disability Score) ในช่วงเวลา 1 ปี พบผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
 ระบบคอมพิวเตอร์มีซอฟต์แวร์ (software) ช่วยประมวลข้อมูลที่ได้รับในการสร้างภาพตามจริงโดยมีความละเอียดเป็นมิลลิเมตรและสามารถวัดเป็นองศาที่ละเอียดได้ด้วย ดังนั้นแพทย์จึงได้ข้อมูลที่ชัดเจนช่วยในการตัดสินใจระหว่างการผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาใส่สกรูไทเทเนียมเพื่อยึดตรึงกระดูกสันหลังภาพจำลองที่สร้างขึ้นบนจอจะช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นบางมุมที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ทำให้รู้ตำแหน่งของไทเทเนียมสกรูที่แน่นอน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาการกดเบียดเส้นประสาทจากสกรูที่ผิดตำแหน่ง จึงสามารถตรวจสอบความถูกต้องและแม่นยำได้ทันทีในขณะทำการผ่าตัด หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นสามารถทำการแก้ไขได้ทันที ซึ่งต่างจากเทคนิคการผ่าตัดทั่วไปที่ต้องรอประเมินโดยเอกซเรย์หลังผ่าตัด เมื่อพบความผิดพลาดขึ้นต้องผ่าตัดใหม่เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
 ทางโรงพยาบาลยังมีกระบวนการดูแลผู้ป่วยปวดหลังอย่างเป็นระบบ (Low Back Pain Pathway) ซึ่งประกอบด้วยทีมศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด พยาบาล เภสัชกร และโภชนากรที่ได้รับการอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยปวดหลังโดยเฉพาะ ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดด้านกระดูกสันหลัง

นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์
ผู้อำนวยการอาวุโสสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719