ไลฟ์สไตล์

เพาะเนื้อเยื่อขยายพันธุ์'พลับพลึงธาร'

เพาะเนื้อเยื่อขยายพันธุ์'พลับพลึงธาร'

04 พ.ย. 2555

เกษตรฯ เตรียมศึกษาเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อขยายพันธุ์ 'พลับพลึงธาร' พร้อมประกาศให้แหล่งที่พบเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

          4 พ.ย. 55  นายวิโรจน์ แสงศิวะฤทธิ์ ปลัดจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่าทางจังหวัดระนอง เตรียมให้ สนง.เกษตรจังหวัดระนอง ศึกษาการเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ "พลับพลึงธาร" แทนวิธีการการขยายพันธุ์โดยใช้หัว เนื่องจากพบว่า ปัจจุบันหัวพลับพลึงธารมีจำนวนลดลง ทั้งยังจะสร้างความเสียหายกับแหล่งอาศัยของพลับพลึงธาร หากนำหัวออกจากพื้นที่ จึงต้องการนำวิธีการเพาะขยายพันธุ์แบบเพาะเนื้อเยื่อมาใช้ ซึ่งหากสามารถทำได้ จะสามารถเพิ่มขยายพันธุ์พลับพลึงธารให้เพิ่มมากขึ้นได้ รวมถึงการหาแหล่งอาศัยใหม่ให้กับพลับพลึงธาร เพื่อที่จะให้เป็นพืชคู่ท้องถิ่นจังหวัดระนองต่อไป

          นายวิโรจน์ กล่าวว่า จากปัญหาพลับพลึงธารถูกทำลายอย่างหนักนั้น ทางจังหวัดได้แก้ไขด้วยการร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมที่จะขอประกาศให้แหล่งที่พบพลับพลึงธาร เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองพิเศษ ทั้งนี้ทางสำนักนโยบายและแผนฯ ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ มีหน้าที่ในการดำเนินการตามพันธกรณีและวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและสถานภาพที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของพลับพลึงธาร ประกอบกับมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าพื้นที่ใดมีลักษณะที่อาจถูกทำลาย หรือได้รับผลกระทบกระเทือนจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้โดยง่าย หรือเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควรแก่การอนุรักษ์ และพื้นที่นั้นยังมิได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม 

          ซึ่งล่าสุด ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นสมควรกำหนดให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ขั้นตอนที่สำคัญในการประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอน ความสำคัญ ผลดี และผลเสีย ของการเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระนองกำลังดำเนินการ ก่อนที่จะเสนอเพื่อให้มีการออกกฎกกระทรวงในการประกาศให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่อไป โดยเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้ร่วมกับ สนง.นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน ครั้งที่ 2 ในการดำเนินการประกาศให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

          สำหรับ "พลับพลึงธาร" เป็นพืชน้ำเฉพาะถิ่น ที่พบมากในพื้นที่ จ.ระนอง และพังงา และพบว่าอยู่ในสถานะถูกคุกคามอย่างหนักและใกล้สูญพันธุ์ โดยแหล่งที่พบพลับพลึงธารปัจจุบันที่พบคือ บริเวณลำคลองในเขตอำเภอกะเปอร์ , อำเภอสุขสำราญ จ.ระนอง และ อ.คุระบุรี , อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แต่เนื่องจากพลับพลึงธาร จะสามามารถเจริญเติบโตได้ในระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวเท่านั้น จึงทำให้จำนวนพลับพลึงธารได้ลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจของสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) พบว่า จำนวนพลับพลึงธารลดลงจาก 10.73 ไร่ เหลือเพียง 3.41 ไร่ ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขุดหัวพลับพลึงธาร เพื่อการส่งออกเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการขยายตัวของพื้นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่รับน้ำและกีดขวางทางไหลของน้ำ การทำลายระบบนิเวศน์ของแม่น้ำลำคลอง

          นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า พลับพลึงธาร เป็นพืชที่พบเฉพาะใน จ.ระนอง ตอนล่าง และพังงา ตอนบนเท่านั้น จะไม่พบที่ไหนแล้วในโลก ดังนั้นจึงควรที่จะมีการรักษาเอาไว้ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของชาติไทยและของโลก ถ้าหากว่าสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว ก็หมายความว่าจะต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกเช่นกัน สำหรับพลับพลึงธารที่ส่งผลดีต่อ จ.ระนอง ปัจจุบันทาง จ.ระนอง ได้จัดเทศกาลล่องแพแลพลับพลึงธารทุกๆ ปี สามารถทำรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้พลับพลึงธาร ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยหาความรู้ต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ นักศึกษาเป็นจำนวนมาก