ไลฟ์สไตล์

ผ่าทางตันส่งออกยาง'3แสนตัน'

ผ่าทางตันส่งออกยาง'3แสนตัน'

05 พ.ย. 2555

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตันส่งออกยาง '3 แสนตัน' กดดันคู่ค้า-กระตุ้นใช้ในประเทศ : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

          มาตรการลดปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราลง 10% ของ 3 ประเทศสมาชิกสภามนตรีไตรภาคียางพารา (ITRC) ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 และไปสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2556 รวมระยะเวลา 6 เดือนเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำนั้นเป็นการกดดันประเทศคู่ค้าเพื่อช่วยผลักดันราคายางในตลาดโลกให้ขยับตัวสูงขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ เริ่มตั้งแต่เกษตรกรชาวสวนยาง พ่อค้ารายย่อย สถาบันเกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการส่งออกยางพารา   

 

          พิเชฎฐ์ พร้อมมูล ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารโครงการวิจัย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงความคืบหน้าในการใช้มาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของสภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC) ซึ่งมีสมาชิก 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ที่มีแผนร่วมปรับลดการส่งออกยางพาราจำนวน 3 แสนตัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ใช้วิธีการให้สอดคล้องกับแผนการปรับลดการส่งออกยาง โดยการออกประกาศกำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออก พ.ศ.2555 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2) และมาตรา 6 (8) เพื่อให้ไทยสามารถลดปริมาณการส่งออกยางได้ตามเป้าหมาย 142,771 ตัน ส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซียอยู่ที่ 1.2 แสนตันและ 3.9 หมื่นตันตามลำดับ

          "ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ คณะกรรมการร่วมของทั้ง 3 ประเทศจะมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการใช้มาตรการดังกล่าวและข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้จะรายงานในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีวันที่ 12 ธันวาคมด้วย"

          ผอ.กลุ่มบริหารโครงการวิจัยเผยต่อว่า สำหรับการกำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออกนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ยึดหลักเกณฑ์ตามที่คณะกรรมการควบคุมยางมีมติเห็นชอบคือ กรณีผู้ส่งออกยางได้รับใบผ่านด่านศุลกากรในปีที่ผ่านมาจำนวนมากกว่า 5,000 ตัน จะอนุญาตให้ส่งออกยางในช่วงเดือนตุลาคม 2555-มีนาคม 2556 ได้รายละไม่เกิน 90% ของจำนวนปริมาณที่ได้รับใบผ่านด่านศุลกากรเฉลี่ยต่อเดือนของปี 2554 ส่วนผู้ส่งออกที่ได้รับใบผ่านด่านศุลกากรไม่เกิน 5,000 ตัน อนุญาตให้ส่งออกได้รายละ 100% 

          “สำหรับผู้ส่งออกยางที่ไม่มีประวัติได้รับใบผ่านด่านศุลกากรในปีที่ 2554 อนุโลมให้ใช้จำนวนตัวเลขสถิติล่าสุดที่มีแทน กรณีผู้ส่งออกที่เป็นเจ้าของกิจการโรงงานทำยางและได้ขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2554 หรือผู้ลงทุนสร้างโรงทำยางหลังปี 2554 จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมปริมาณจัดสรรเนื้อยางส่งออกอนุญาตออกใบผ่านด่านศุลกากรแก่ผู้ส่งออกยางรายนั้นไม่เกิน 50% ของส่วนที่ขยายกิจการหรือลงทุนสร้างใหม่ หรือไม่เกิน 417 ตันต่อเดือน” นายพิเชฎฐ์กล่าว 

          พิเชฎฐ์ย้ำด้วยว่า ผู้ส่งออกยางสามารถบริหารจัดการปริมาณการส่งออกในแต่ละเดือนได้ โดยในแต่ละเดือนนั้นสามารถส่งออกสูงกว่า หรือต่ำกว่าปริมาณเฉลี่ยได้ แล้วไปปรับลดหรือเพิ่มในเดือนอื่นได้ โดยสถาบันวิจัยยางจะควบคุมโดยรวม ซึ่งการดำเนินมาตรการจำกัดการส่งออกเนื้อยางนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี คาดว่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ราคายาง เพื่อประโยชน์ในการค้าและส่งออกยาง ทั้งยังสามารถช่วยผลักดันราคายางให้ขยับตัวสูงขึ้น และช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้  

          ขณะที่ อุดมศักดิ์ ศุทธิเวทิน ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด และประธานเครือข่ายเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ด้านยางพาราครบวงจรแห่งประเทศไทยกล่าวเห็นด้วยกับมาตรการจำกัดการส่งออกยางพาราจำนวน 3 แสนตันตามข้อตกลงของสภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC)  เป็นระยะเวลา 6 เดือน (ต.ค.55-มี.ค.56) เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ แต่ยอมรับว่าถ้าใช้มาตรการนี้อย่างเดียวอาจจะยังไม่ได้ผล 100% เนื่องจากคู่ค้าในตลาดต่างประเทศยังรอได้จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการอื่นๆ เสริมด้วย

          "ผมว่ามาตรการแค่นี้ยังไม่พอหรอก คู่ค้าอาจรู้ทัน ทางแก้ก็คือเราต้องใช้มาตรการอื่นเสริมด้วย อย่างเช่นในระหว่างใช้มาตรการนี้ก็ให้สถาบันวิจัยยางเข้ามาดูแลมากกว่านี้ โดยเร่งทำการวิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่าเนื้อยางเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนำยางพารามาสร้างถนนหรือนำไปเป็นวัสดุหลักในการสร้างเขื่อน หากทำอย่างนี้ต่อไปคู่ค้าก็จะมาง้อเราเอง จะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ กิโลละ 300 หรือ 500 ก็ได้ ยังไงเขาก็ต้องมาซื้อเรา เพราะยางพารายังคงเป็นวัตถุดิบหลักในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดไม่ได้" ประธานเครือข่ายเกษตรกรคนเดิมกล่าวย้ำ

          อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่าประเทศไทยส่งออกยางพารารายใหญ่สุดของโลก มีสถิติการส่งออกในปี 2550-2554 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.91% ต่อปี จาก 2.72 ล้านตันในปี 2550 เป็น 2.77 ล้านตันในปี 2554 อย่างไรก็ตามการส่งออกยางพาราในปี 2554 ไทยส่งออกลดลง เป็นผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกรถยนต์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้สินค้ายางพาราซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบตามไปด้วย

          รองลงมาคือ อินโดนีเซียมีการส่งออกลดลง 0.03 % ต่อปี จาก 2.41 ล้านตันในปี 2550 เป็น 2.37 ล้านตันในปี 2554 ขณะที่มาเลเซียส่งออกยางพาราโลก เพิ่มขึ้น 7.08% ต่อปี จาก 1.01 ล้านตันในปี 2550 เป็น 1.22 ล้านตันในปี 2554 และเวียดนาม ผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 4 ของโลก ส่งออกเพิ่มขึ้น 3.59% ต่อปี จาก 0.72 ล้านตันในปี 2550 เป็น 0.79 ล้านตันในปี 2554

          สำหรับมาตรการจำกัดการส่งออกยางพาราจำนวน 3 แสนตันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (ต.ค.55-มี.ค.56) ตามข้อตกลงของสภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC) เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำนั้น อาจไม่ได้ผลตามเป้าที่วางไว้หากรัฐบาลมัวมุ่งแต่การตลาดส่งออก โดยมองข้ามงานวิจัยและพัฒนายางเพื่อการใช้ประโยชน์ในประเทศ

 

--------------------

จี้รัฐเดินหน้าสานต่อนโยบายเดิม

 

          บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยกล่าวถึงนโยบายการแทรกแซงราคาการรับซื้อยาง, มาตรการจำกัดการส่งออกยางพาราจำนวน 3 แสนตันตามข้อตกลงของสภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC) รวมถึงการดึงเวียดนามเข้ามาเป็นพันธมิตรในฐานะผู้ผลิตยางเพื่อการส่งออก โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหายางพาราราคาตกต่ำในระยะยาวว่าขณะนี้เริ่มส่อเค้าไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากราคายางพาราตอนนี้เริ่มปรับสูงขึ้น แม้ไม่มาก แต่ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีหากรัฐบาลดำเนินการทั้ง 3 มาตรการอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน

          "จะเห็นว่าทั้ง 3 มาตรการที่รัฐบาลใช้มาระยะหนึ่งก็เริ่มเห็นผลในการที่ดี จากเดิมราคายางอยู่ที่ 80 บาท ตอนนี้ปรับขึ้รนมาอยู่ที่ 90-92 บาทแล้ว แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 3 มาตรการจะต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กันด้วย อย่างการดึงเวียดนามเข้ามาจะเป็นเรื่องที่ดีมาก ตอนนี้ปริมาณการผลิต 3 ประเทศอยู่ที่ 70% ของผลผลิตยางทั้งโลก ถ้าได้เวียดนามเข้ามาก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ทำให้อำนาจการต่อรองก็จะมีมากขึ้น" บุญส่งกล่าวและว่า

          สำหรับการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีของรัฐบาลในการเข้ามารับผิดชอบดูแลแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีที่อยู่พรรคเดียวกับคนก่อน คงสานต่อนโยบายเดิมต่อไป ไม่น่าจะปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก เพราะความต่อเนื่องของนโยบายจะมีผลกระทบโดยตรงต่อราคายางพาราด้วย

 

--------------------

(รายงานพิเศษ : ผ่าทางตันส่งออกยาง '3 แสนตัน' กดดันคู่ค้า-กระตุ้นใช้ในประเทศ : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)