
แคมเปญ'ปลายนิ้ว'เพื่อคะแนนเสียง
แคมเปญ'ปลายนิ้ว'เพื่อคะแนนเสียง : คอลัมน์อินโนเทค
พายุเฮอริเคน “แซนดี้” ที่ทำให้แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก ก็ยังพ่ายต่ออิทธิฤทธิ์ของธรรมชาติ จนวันนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว ไม่ต่ำกว่า 95 คน ความเสียหายในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่าที่ประเมินได้ขณะนี้ อยู่ในหลักเฉียดครึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังเป็น ตัวแปรสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การชิงชัย ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งล่าสุด ที่กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ
มหาวาตภัยที่บุกขึ้นชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ในช่วงที่เหลือระยะเวลาเพียงสัปดาห์กว่าๆ ก่อนวันเลือกตั้ง 6 พฤศจิกายนนี้ ทำให้แคมเปญการรณรงค์หาเสียง ทั้งของเจ้าบัลลังก์ทำเนียบขาวคนปัจจุบันอย่าง ประธานาธิบดี บารัก โอบามา และผู้ท้าชิงคือ นายมิตต์ รอมนีย์ ต้องปรับรูปแบบจากการขายวิสัยทัศน์ ที่ควบคู่กับปะทะคารมกันผ่านสื่อและการสาดโคลนใส่กันบ้างเล็กน้อยในบางวาระ มาเป็นการ “แข่งขัน” ซื้อใจชาวมะกันที่กำลังเผชิญความสูญเสียจากเหตุการณ์นี้ ตลอดจนการกอบกู้วิกฤติให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด
หนึ่งในเครื่องมือการรณรงค์ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์อย่างนี้ ก็คือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีจุดเด่นเรื่องความว่องไวในการเข้าถึง และเผยแพร่ข้อมูลไปพร้อมกัน ทั้งภาพ เสียง ข้อความ ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ภูมิศาสตร์
ทันทีที่แซนดี้เปิดฉากความรุนแรง คู่ชิงประธานาธิบดี ต่างก็ปฏิบัติการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนของพวกเขา ช่วยกันไปบริจาคสิ่งของและความช่วยเหลือ ตามหน่วยงานกาชาดทุกแห่งตลอดชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ จากนั้นก็ขยับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ เพื่อติดตาม และเผยแพร่ข่าวสาร และภาพการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการศึกษา ที่ร่วมกันจัดทำโดย บริษัทวิจัย พิว อินเทอร์เน็ต และอเมริกัน ไลฟ์ โปรเจ็กต์ เมื่อเร็วๆ นี้ จะเห็นว่า เฟซบุ๊ก ยังคงมีบทบาทล้ำหน้าในการเป็นช่องทางแบ่งปันข่าวสารการบ้านการเมือง มีประชากรมะกันวัยผู้ใหญ่ถึง 60% ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ค และเกือบ 40% ของคนกลุ่มนี้ ก็นิยมโพสต์ข้อความหรือเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นการเมือง หรือสังคม
บรรดานักวิเคราะห์ที่เกาะติดการเมืองสหรัฐ ล้วนฟันธงตรงกัน ในภาวะแบบนี้ ประธานาธิบดีโอบามา ชิงความได้เปรียบไปเต็มๆ เพราะคร่ำหวอดกับการใช้สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์มานานแล้ว จนเป็นแรงส่งให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกาได้สำเร็จ
ลองมาดูหลักฐานสนับสนุนเบื้องต้นกัน ดังนี้ ปัจจุบัน โอบามา มีแฟนที่กดไลค์เฟซบุ๊กแล้วไม่ต่ำกว่า 31.1 ล้านคน หรือเพิ่มจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วถึง 1,000% ขณะที่ รอมนีย์ มีอยู่ 10.2 ล้านคน, มีสาวกทวิตเตอร์ 21.2 ล้านคน ขณะที่ รอมนีย์ มี 1.5 ล้านคน, มีแฟนเกาะติดยูทูบของโอบามา 233,000 คน ส่วนรอมนีย์มี 21,000 คน, มีผู้ติดตามอินสตาแกรมของโอบามา 1.4 ล้านคน ขณะที่ รอมนีย์ มี 38,000 คน
เห็นข้อมูลนี้แล้ว คนลุ้นรอมนีย์ คงมีหนาว...
...................................
(แคมเปญ'ปลายนิ้ว'เพื่อคะแนนเสียง : คอลัมน์อินโนเทค)



