ไลฟ์สไตล์

ครึ่งชีวิต'ดนัย'อุทิศเพื่อธรรมชาติ

ครึ่งชีวิต'ดนัย'อุทิศเพื่อธรรมชาติ

03 พ.ย. 2555

ครึ่งชีวิต 'ดนัย' อุทิศเพื่อธรรมชาติ : คอลัมน์ขอเวลานอก : โดย...เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ : ภาพ--ศุภกฤต คุ้มกัน

                           มนุษย์กับต้นไม้มีหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตคล้ายๆ กัน มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติต้นไม้ก็เช่นกัน เราซึมซับถึงความละเอียดอ่อนในการสังเกตการณ์ ต้นไม้สื่อสารกับเราทางวาจาไม่ได้ แต่จะสื่อสารได้จากรูปฉะนั้นการที่เราได้เพาะเลี้ยงต้นไม้

                           หลังจากมุ่งมั่นทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างเต็มที่เพื่อสานต่อธุรกิจตามรอยเท้าพ่อ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ผู้ล่วงลับ จนปัจจุบันธุรกิจขายตรง "มิสทิน" ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ ภายใต้การนำของทายาทคนโต ดนัย ดีโรจนวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด แต่ใช่ว่าจะเป็นสายงานด้านธุรกิจเท่านั้นที่เขาดำเนินรอยตามพ่ออย่างไม่ติดขัด ในเรื่องของความชอบส่วนตัวอย่างเช่น ความรักธรรมชาติ การเรียนรู้เรื่องต้นไม้และชอบปลูกต้นไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งหนึ่งที่เขายอมรับว่าซึมซับมาจากผู้เป็นพ่อตั้งแต่ยังเยาว์วัยเช่นกัน

                           หนุ่มนักบริหารมาดเนี้ยบ บอกว่า คุณพ่อเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ส่วนตัวเองก็ชอบต้นไม้ทั้งไม้ดอกและไม้ใบมาตั้งแต่อายุประมาณ 7-8 ขวบ เท่าที่จำความได้คือ ตอนนั้นรบเร้าให้คุณพ่อคุณแม่พาไปเดินดูต้นไม้แถวตลาดนัดสนามหลวง ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ที่ตลาดนัดสนามหลวงมีต้นไม้ขาย ซึ่งต้นไม้ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ กล้วยไม้ ด้วยสีสันของดอกและด้วยความหลากหลายของสายพันธุ์ที่น่าสนใจ ทำให้เลี้ยงกล้วยไม้และศึกษาหาข้อมูลมาตั้งแต่เด็ก

                          "เริ่มจากการที่เราชอบกล้วยไม้ ที่บ้านก็จะสะสมไว้หลายสายพันธุ์ จากสนามหญ้าที่เคยมีบริเวณค่อนข้างกว้างขวาง ตอนนี้ไม่เหลือแม้พื้นที่สนามหญ้า ผมเป็นคนปลูกต้นไม้แบบสะเปะสะปะ คิดว่าจะพยายามไม่เลี้ยงแบบเป็นโรงเรือนมากนัก อยากจะให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด คือให้ต้นไม้ใหญ่ดูแลต้นไม้เล็กและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ต้นไม้ใหญ่จะให้ร่มเงาและให้ความชุ่มชื้น ในขณะที่ต้นไม้เล็กจะเกาะอาศัยต้นไม้ใหญ่อยู่ลักษณะคล้ายสวนป่า และเมื่อเราเลี้ยงไปเรื่อยๆ ด้วยความที่เราชอบก็ทำให้ไม่อยากจะไปตัดมันทิ้ง จนตอนนี้ก็เลยกลายเป็นเหมือนสวนป่าเล็กๆ ในเมือง" หนุ่มรักต้นไม้ตัวยงย้อนเล่าความเป็นมา

                           และความชื่นชอบปลูกต้นไม้แต่พื้นที่บริเวณ 3 ไร่รอบตัวบ้าน บ้านแน่นขนัดไปด้วยต้นไม้มากมายหลายชนิด ผู้บริหารหนุ่มจึงอยากแบ่งปันธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวมายังบ้านหลังที่สอง นั่นก็คือ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด บนถนนสุขาภิบาล 3 ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางถึง 27 ไร่ โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้พนักงานและบุคลากรของบริษัทได้ผ่อนคลายในสถานที่อันร่มรื่นเสมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยเจ้าตัวบอกว่า จากเดิมในบริษัทมีพื้นที่สีเขียวมากถึง 6 ไร่ ปัจจุบันด้วยความเจริญที่เข้ามาบวกกับพนักงานเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่สีเขียวลดน้อยลงเหลือประมาณ 3 ไร่เศษๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายให้ผู้บริหารที่มีหัวใจรักษ์ธรรมชาติ ต้องหาทางออกให้พนักงานได้สัมผัสกับพื้นที่สีเขียวต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานมีจิตใจที่รักในความเป็นธรรมชาติ จึงเป็นที่มาของสวนกลางออฟฟิศ

                           "ผมอยากให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือพนักงานมีความร่มรื่นผ่อนคลาย จะสังเกตว่าพนักงานทุกท่านมีโอกาสได้ชื่นชมสีเขียว ตั้งแต่เลี้ยวเข้ามาในบริษัทหรือขณะนั่งทำงานก็สามารถจะชื่นชมความงดงามของไม้ดอกไม้ใบได้ จากต้นไม้ที่บ้านที่มีความหนาแน่นมากก็เลยแบ่งมาปลูกไว้ที่บริษัทบ้าง โดยทำเป็นโรงเรือน 2 โรง เป็นโรงพักต้นไม้ขนาดเล็กกับโรงเรือนเพาะชำ ทำให้ในบริษัทมีพื้นที่สีเขียวเยอะขึ้น หลายคนผ่านไปผ่านมาเห็นแล้วชอบ ก็เพาะชำและแจกจ่ายต้นไม้ให้คนแวะมา รวมถึงพนักงานบางท่านก็แบ่งไปปลูกที่บ้านด้วย" ผู้บริหารหัวใจสีเขียวสาธยายขณะพาชมโรงเรือนเพาะชำต้นไม้นานาชนิด

                          ถึงจะออกตัวว่าการปลูกต้นไม้เป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น แต่สำหรับดนัยแล้ว เพราะเป็นงานอดิเรกที่ชื่นชอบ จึงส่งผลให้เขาศึกษาข้อมูลจนรู้ลึก กระทั่งมีโอกาสได้ผสมพันธุ์และศึกษาพฤติกรรมของสายพันธุ์ต่างๆ อย่างจริงจัง อาทิ ลีลาวดี ซึ่งมีหลากสายพันธุ์หลายสีสัน เขาเพาะพันธุ์จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ สีสันใหม่ๆ ขึ้นกว่า 100 สายพันธุ์ ทั้งยังตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้เป็นชื่อบุคคลที่เคารพรักอย่างอย่างชื่อคุณพ่อ คุณแม่ เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งพรีเซ็นเตอร์ของบริษัท และเลือกต้นที่ชอบที่สุดมาตั้งเป็นชื่อตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า "ดนัย ดีไลท์" ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นที่แพร่หลายในตลาดพอสมควร

                          และล่าสุดหนุ่มรักธรรมชาติกำลังเริ่มเพาะพันธุ์ต้นชวนชมด้วยเขาบอกว่า ชวนชมเป็นต้นไม้ที่เพาะง่าย ลำต้นไม่โตมาก สามารถเลี้ยงในบ้านหรือสถานที่แคบๆ ได้ ส่วนใหญ่ชวนชมจะออกดอกเป็นสีขาว ชมพู ม่วง แต่มีสายพันธุ์หนึ่งที่เพาะพันธุ์ออกมาได้เป็นเฉดสีเหลือง ซึ่งถือว่าแปลกมากในหมู่คนเลี้ยงชวนชมด้วยกัน ชายหนุ่มจึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่บิดาของเขา ในชื่อ "เหลืองอมรเทพ" และนอกเหนือจากไม้ดอกแล้ว เขายังชื่นชอบไม้ประดับประเภทใบด่าง ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ หรือที่เรียกว่าพิการ แต่เมื่อมองแล้วเกิดความสวยงามมีสีสัน ก็เลยกลายมาเป็นไม้ตกแต่งที่ให้ความสวยงามไม่น้อย

                          "ผมมองว่ามนุษย์กับต้นไม้มีหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตคล้ายๆ กัน มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติต้นไม้ก็เช่นกัน จากสิ่งที่ผมเรียนรู้จากสิ่งที่ชื่นชอบก็ทำให้เราซึมซับถึงความละเอียดอ่อนในการสังเกตการณ์ ต้นไม้สื่อสารกับเราทางวาจาไม่ได้ แต่จะสื่อสารได้จากรูป ฉะนั้นการที่เราได้เพาะเลี้ยงต้นไม้ เราก็ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ทำให้เราใช้หลักคิดของการสังเกตมาใช้กับงานได้ในการบริหาร หรือแม้กระทั่งมองต้นไม้เป็นศิลปะ ผสานกับการที่เราทำธุรกิจความงามก็สอดคล้องกัน อย่างบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัวก็ได้ต้นไม้ที่เลี้ยงจากที่บ้านเป็นแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรบางอย่างก็นำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และจากที่เราศึกษาลึกๆ ก็พบว่า ดอกไม้ที่เราเห็นสวยๆ บางดอกก็มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำมาใช้ในเรื่องสุขภาพหรือความงามได้ เช่น ดอกเบญจมาศ ดอกคาร์โมมายด์ เป็นต้น" เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางขายตรง แจง

                          ส่วนความฝันสูงสุดของหนุ่มหัวใจรักษ์โลกคนนี้ เขาสารภาพว่าอยากเปิดโชว์เคส เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนหันมาดูแลต้นไม้ รักต้นไม้ และปลูกต้นไม้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเปิดไว้เพื่อโชว์ต้นไม้อย่างเดียว แต่ต้องนำต้นไม้มาใช้ประโยชน์ให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของเรา และทำให้มีคุณค่ามากขึ้น และสักวันหนึ่งหากมีเวลามากพอ เขาอยากจะทำสวนไม้ตัดดอกหรือปักใบให้เกิดเป็นธุรกิจเล็กๆ เพราะเป็นธุรกิจที่ชอบและยังสามารถทำประโยชน์ให้เกษตรกรของประเทศได้ด้วย

...............................................
(ครึ่งชีวิต 'ดนัย' อุทิศเพื่อธรรมชาติ : คอลัมน์ขอเวลานอก : โดย...เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ : ภาพ--ศุภกฤต คุ้มกัน)