
เตือน!กินหวานหนักเสี่ยงสารพัดโรค
'สสส.' ชี้คนไทยบริโภคน้ำตาลพุ่ง 25 ช้อนชา/วัน เผยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี พร้อมเตือนกินหวานหนักเสี่ยงสารพัดโรค เล็งเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาล
1 พ.ย.55 ทพญ.ปิยะธิดา ประเสริฐสม ผู้จัดการโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ที่ผ่านมาทางเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานได้ติดตามสถานการณ์การบริโภคน้ำตาลที่เป็นภาพรวมระดับประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กๆ ดูจากรายการอาหารที่เลือกกินในแต่ละวัน ซึ่งทางเครือข่ายได้ร่วมกันติดตามตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา
ในขณะนั้นคนไทยบริโภคน้ำตาลแบบที่เติมในอาหารอยู่ที่ 8 ช้อนชาต่อวัน หรือ 34.8 กรัม (1 ช้อนชาจะเท่ากับ 4 กรัม) และได้เริ่มมีการเก็บรายงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 -2554 โดยปี 2544 พบว่าคนไทยมีการบริโภคน้ำตาลสูงมากอยู่ที่ 19.9 ช้อนชาต่อวัน หรือเกือบ 80 กรัม มากกว่าเกณฑ์ปริมาณน้ำตาลที่ควรได้รับอยู่ที่ 6 ช้อนชา ต่อวัน หรือ 24 กรัมเท่านั้น
และล่าสุดในปี 2554 พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นขยับขึ้นไปอยู่ที่ 25 ช้อนชาต่อวัน หรือประมาณ 100 กรัมแล้ว ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีถัดไป จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น 2.3 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี
ทั้งนี้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ตามเกณฑ์ควรบริโภคน้ำตาลเพียง 4 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาพบว่าแม้แต่ในเด็กเล็ก อายุ 3 ขวบ ก่อนเข้าโรงเรียนมีการบริโภคน้ำตาลถึง 10 ช้อนชาต่อวันไปแล้ว ส่วนเด็กวัยเรียนตามเกณฑ์จะอยู่ที่ 6 ช้อนชา แต่กลับมีการบริโภคสูงถึง 12-13 ช้อนชา และในผู้ใหญ่มีการบริโภคน้ำตาลอยู่ที่ 20-25 ช้อนชา ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก ซึ่งเป็นที่ทราบว่า น้ำตาลถือเป็นสารที่ให้พลังงาน แต่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร หากกินในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดการสะสม เป็นโรคอ้วนตามมา และในระยะยาวยังก่อให้เกิดโรคเรื้อรังหลายโรค อาทิ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น และจะกลายเป็นภาระการรักษาพยาบาลในอนาคต
ทพญ.ปิยะดา กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวที่ผ่านมาจึงมีความพยายามรณรงค์ลดการบริโภคน้ำตาลในกลุ่มเด็กๆ ก่อน และได้ทำการศึกษาแหล่งน้ำตาลที่เด็กๆ บริโภค พบว่าส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด โดยเฉพาะกว่าครึ่งดื่มเป็นการดื่มน้ำอัดลม เฉลี่ยการดื่มอยู่ที่ 300-400 ซีซี.ต่อวัน นอกจากนี้ยังมาจากขนมพองกรอบที่เป็นแป้งมีน้ำตาลผสม ซึ่งเด็กจะบริโภคประมาณ 2 ถุงต่อวัน เฉลี่ยถุงละ 30-40 กรัม มีน้ำตาลผสมประมาณ 4 ช้อนชาต่อถุง รวมไปถึงลูกอม ลูกกวาด เด็กจะบริโภคเฉลี่ยวันละ 3 เม็ด มีน้ำตาลผสมที่ 1 ช้อนชาต่อเม็ด ดังนั้นหากเราสามารถจัดการปัญหาให้เด็กลดการบริโภคน้ำหวานและขนมเหล่านี้ลงได้ก็จะลดการบริโภคน้ำตาลลงได้
ที่ผ่านมาทางเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานจึงได้ทำการศึกษาการบริโภคน้ำตาลระหว่างโรงเรียนที่ขายน้ำอัดลมและไม่ขายน้ำอัดลม และพบว่าโรงเรียนที่ไม่ขายน้ำอัดลมเด็กบริโภคน้ำอัดลมน้อยกว่าโรงเรียนที่ขายน้ำอัดลมถึง 4 เท่า เพราะเป็นการจำกัดการเข้าถึงในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงที่อยู่ในโรงเรียน ที่ผ่านมาเราจึงนำเสนอเป็นนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม ทำให้ขณะนี้ 70% ของโรงเรียนทั่วประเทศไม่ขายน้ำอัดลมแล้ว หลังดำเนินการมาได้ 5 ปี เหลือเพียงอีกแค่ 30% ที่ยังต้องเดินหน้าผลักดันต่อไปในการสร้างความเข้าใจ ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในเมืองและเป็นของเอกชน ทั้งนี้เราตั้งเป้า 5 ปี ในการทำให้โรงเรียนปลอดน้ำอัดลม 100% โดยประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงศึกษาธิการ และเริ่มมีการตั้งเรื่องนี้ตัวชี้วัดในเขตพื้นที่การศึกษาด้วย
“การลดน้ำตาลในโรงเรียนก็มีแรงต้าน เพราะน้ำตาลไม่เหมือนเหล้า ไม่เหมือนบุหรี่ เป็นสีเทาๆ และยังเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจ เพราะหากรับในปริมาณที่มากเกินไปมากๆ ก็ไม่ดีกับสุขภาพในระยะยาว” ผู้จัดการโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวและว่า ทั้งนี้นอกจากน้ำอัดลมแล้ว เรายังจับในเรื่องของน้ำหวาน ไอศกรีม นมเปรี้ยว เบอร์เกอรี่ ขนมปัง ขนมเค็ก รวมไปถึงการลดขนมพองกรอบและลูกอม ซึ่งเรื่องขนมยอมรับว่ายังเป็นเรื่องที่ยังทำได้ยาก แต่จากรายงานเริ่มมี 40% ของจำนวนโรงเรียนที่ไม่มีน้ำอัดลมเริ่มขยับเข้ามาจำกัดขนมเหล่านี้แล้ว
ทพญ.ปิยะดา กล่าวว่า การจำกัดน้ำตาลดในโรงเรียน เด็กที่ใช้เวลาอยู่ในโรงเรียน 6-9 ปีจะช่วยฝึกพฤติกรรมไม่กินหวานได้ แต่คงไม่สามารถทานกระแสตลาดของผู้ผลิตไม่ได้ จึงมีแนวคิดในการหามาตรการทางกฎหมายเข้ามาช่วย ด้วยการใช้มาตรการทางภาษีเข้าไปควบคุม ซึ่งระบบภาษีเครื่อดื่มของไทยค่อนข้างเก่าและอยู่ระหว่างการทบทวนปรับปรุง ดังนั้นจึงอยากที่จะเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่ม เป็นวิธีที่ลดการบริโภคน้ำตาลในภาพรวมด้วย ทั้งในกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยและผู้ใหญ่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของนักวิชาการเพื่อดูจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจในภาพรวม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนประโยชน์จากขึ้นภาษีนี้ และสิ่งที่รัฐบาลจะได้รับ อย่างเช่น เม็ดเงินจากการเก็บภาษี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เสนอแนวทางตรงข้ามคือการลดภาษีในกรณีที่บริษัทเครื่องดื่มลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง
“ที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะลดการบริโภคน้ำตาลในกลุ่มเด็กลงได้ แต่ภาพรวมการบริโภคน้ำตาลของคนไทยยังขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนในมหาวิทยาลัยและผู้ใหญ่ทั่วไปที่ยังแก้ไขไม่ได้ ทำให้ปี 2554 สถิติการบริโภคน้ำตาลขึ้นไปอยู่ที่ 25 ช้อนชาต่อวัน” ผู้จัดการโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวและว่า ทั้งการทำงานของเครือข่ายไม่ได้ต้องการทำงานในแบบทะเลาะกับคนอื่น แต่อยากดึงให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำดื่มและขนมและทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเครือข่ายเพื่อช่วยลดการกินน้ำตาลของคนไทยลง ช่วยทำให้สุขภาพคนไทยดีขึ้นในทางอ้อม ซึ่งขณะนี้มีโจทย์ใหม่เพิ่มเข้ามาอีกคือปัญหากาแฟสดเริ่มเข้ามาแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการประดับประเทศเข้ามากำกับ
ต่อข้อซักถามว่า ความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลมีมากน้อยแค่ไหน ทพญ.ปิยะดา กล่าวว่า ในฐานะคนทำงานมองว่ามีโอกาสเป็นไปได้ และได้ร่วมกันขับเคลื่อนมา 2-3 ปีแล้ว และมีแนวโน้มความเป็นไปได้เรื่อยๆ เพราะทางองค์การอนามัยโลกเพิ่งออกประกาศว่ามาตรการทางภาษีเพื่อจัดการบริโภคน้ำตาลเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้หลายประเทศทำ และในสหรัฐฯ บางรัฐได้ดำเนินการแล้ว ทั้งนี้การดำเนินการเราไม่ได้เน้นแต่เฉพาะน้ำอัดลม แต่ดำเนินการในทุกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เพื่อให้สังคมมีเครื่องดื่มที่หวานน้อยลง คนกินน้ำตาลลดลง เพียงแต่ที่ผ่านมาที่ต้องเริ่มจากน้ำอัดลมก่อน เพราะน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่คน 60-70% เลือกดื่มเท่านั้น อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลคงต้องมีการทำโพลสำรวจความเห็นก่อนเพื่อทราบความคิดเห็นของประชาชนในฐานะผู้บริโภคก่อนขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป



