
'ลิ้นจี่นอกฤดู'เพิ่มรายได้คนพื้นที่สูง
มช.ต่อยอดวิจัย 'ลิ้นจี่นอกฤดู' เพิ่มรายได้ 'ไม้ผล' คนพื้นที่สูง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
ผลสำเร็จจากโครงการวิจัยและพัฒนาเทคนิคการผลิตลิ้นจี่นอกฤดูบนพื้นที่สูงของทีมนักวิจัยคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การนำของ "รศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ" ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ผล โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าปัจจุบันได้ขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่สูงอื่นๆ หลายแห่งทั้ง จ.เชียงใหม่และพะเยา โดยถอดแบบแปลงวิจัยนำร่องต้นแบบที่บ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ไปดำเนินการ
ปัจจุบันลิ้นจี่เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรบนพื้นที่สูงที่มีความลาดชันด้วยเรือนพุ่มของต้นลิ้นจี่ที่เป็นไม้ผลขนาดใหญ่ จึงทำหน้าที่เหมือนไม้ป่าในการช่วยปกป้องหน้าดินจากการถูกชะล้างและช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้บนพื้นที่สูงได้ดีกว่าการปลูกพืชไร่ชนิดต่างๆ
"บ้านแม่สาใหม่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร เดิมเป็นที่ตั้งของชุมชนม้ง จากนั้นในปี 2508 ก็มีการย้ายชุมชนตรงนี้ไปอยู่ข้างล่าง สาเหตุเพราะมีน้ำไม่พอใช้ ในอดีตที่นี่เป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่มาก่อน ต่อมาก็ได้หันมาปลูกผัก เพราะทำรายได้ดีกว่า แต่ก็มีปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเพิ่มขึ้น หน้าดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย มีการใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืชอาจเป็นอันตรายต่อคนอยู่ปลายน้ำ"
รศ.ดร.พิทยาให้เหตุผลถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนจะนำทีมวิจัยลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้แก่ชาวบ้าน โดยการวิจัยและพัฒนาเทคนิคการผลิตลิ้นจี่นอกฤดูโดยใช้พันธุ์ฮงฮวย ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อปี 2508 แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องของการให้ผลผลิตและที่สำคัญออกในช่วงพร้อมกับไม้ผลชนิดอื่น ทำให้ขายไม่ได้ราคา
"บริเวณนี้ทั้งหมดจะเป็นลิ้นจี่นอกฤดู สิ่งที่เราทำมีอยู่ 3 เรื่องประการแรกทำอย่างไรให้ออกนอกฤดู ประการต่อมาทำอย่างไรให้ติดผลดีสม่ำเสมอ และประการสุดท้าย ทำอย่างไรผลจึงไม่แตก เพราะปกติลิ้นจี่ถ้าอยู่ในพื้นที่สภาพอย่างนี้ไม่มีน้ำชลประทาน เปลือกมักจะแตกง่าย ซึ่งขณะนี้เราทำสำเร็จแล้วอยู่ระหว่างการขยายผลไปยังพื้นที่สูงอื่นๆ"
หัวหน้าทีมวิจัยลิ้นจี่นอกฤดูแจงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน โดยเริ่มจากการตัดแต่งทรงพุ่มให้มีขนาดทรงต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 2.5 เมตรเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย ระหว่างแตกใบอ่อนก็ให้ควั่นกิ่งเพื่อให้เขาสะสมอาหารขณะเดียวกันก็พ่นปุ๋ยทางใบ ถ้าต้นสูงมากจะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ต้องต้นเตี้ยๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นกระบวนการตัดแต่งมันจะเกี่ยวกับการพ่นปุ๋ยด้วย
"ปกติลิ้นจี่จะออกดอกเดือนกุมภาพันธ์แล้วจะไปเก็บเกี่ยวในเดือนพฤษภาคม ช่วงนั้นไม้ผลอื่นก็มี ไม่ว่าเงาะ ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ถ้าเรามาทำนอกฤดู ให้ออกดอกช่วงเดือนกันยายนแล้วเก็บเกี่ยวได้ปลายเดือนธันวาคมตรงกับช่วงปีใหม่ ตรุษจีนได้พอดี ราคาก็จะแพงอยู่ที่ 100-200 บาทได้สบายๆ นี่คือความสำเร็จที่เกิดขึ้นถ้าเกษตรกรผลิตลิ้นจี่นอกฤดู จากความสำเร็จตรงนี้ วช.ก็ให้มีการขยายผลต่อ เราก็ไปขยายผลอยู่ที่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา"
สำหรับปัญหาการผลิตลิ้นจี่นอกฤดู รศ.ดร.พิทยาบอกว่า มีไม่มาก จะมีก็แต่หนอนเจาะขั้วผลอย่างเดียว โดยเฉพาะระยะที่ผลใกล้สุกเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวอมชมพูเรื่อๆ จะมีตัวหนอนมาวางไข่ จากนั้นก็จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ซึ่งลิ้นจี่สุกพอดี ตัวหนอนก็จะเจาะเข้าไปในผลทันที ส่วนวิธีแก้ต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงประเภทดูดซิม แต่ก็ต้องระวังในเรื่องสารตกค้างด้วย ในส่วนของงานวิจัยจะใช้วิธีการห่อผลประมาณ 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
"หนอนเจาะขั้วผลอย่างเดียวที่เป็นปัญหามากๆ ของลิ้นจี่ หนอนจะเข้าทำลายอยู่ 2-3 ระยะ แต่ระยะที่มีปัญหามากที่สุดคือช่วงผลใกล้สุก วิธีแก้ต้องพ่นยาฆ่าแมลงประเภทดูดซึม มีฤทธิ์ตกค้างอย่างที่เร็วที่สุดประมาณ 7 วัน ฉะนั้นผลลิ้นจี่ที่สวยมากๆ ก็มีเปอร์เซ็นต์เสี่ยงสูงที่มียาฆ่าแมลงตกค้าง" หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมกล่าวทิ้งท้าย
--------------------
(มช.ต่อยอดวิจัย 'ลิ้นจี่นอกฤดู' เพิ่มรายได้ 'ไม้ผล' คนพื้นที่สูง : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



