ไลฟ์สไตล์

'DSI'จ่อรับ'คดีฮัจญ์'เป็นคดีพิเศษ

'DSI'จ่อรับ'คดีฮัจญ์'เป็นคดีพิเศษ

29 ต.ค. 2555

'ธาริต' เตรียมรับ 'คดีฮัจญ์' เป็นคดีพิเศษ ขู่ฟันทิ้งผู้ประกอบการเถื่อน ตุ๋นผู้แสวงบุญ ปลอมเอกสาร แถมปล่อยลอยแพ ทำปท.เสียหาย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมี่อวันที่ 29 ต.ค. 55  ที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม นายปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวถึงแนวทางความร่วมมือเกี่ยวกับ การดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิด ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจญ์ พ.ศ.2524 โดยนายปรีชา กล่าวว่า การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ประจำปี 2555 นี้ ได้พบปัญหา ผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ ดำเนินการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจญ์ พ.ศ.2524 ทั้งการปลอมเอกสารและการปลอมตราประทับของทางศน. ส่งผลให้เกิดผู้แสวงบุญนอกระบบมากถึง 807 ราย เกิดผลกระทบต่อโควตาฮัจญ์ในระบบของไทย โดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย จึงมีมติให้กรมการศาสนาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุทั้ง สน.ทุ่งมหาเมฆ และ สน.สุวรรณภูมิ และประสานให้ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้

          นายปรีชา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ทางการซาอุดิอาระเบียได้มีข้อท้วงติงให้ประเทศไทย เร่งปรับปรุงปัญหาการส่งผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ผ่านมา จำนวน 22 ข้อ อาทิ ไม่ปฏิบัติตามตารางการเดินทางทั้งขาไปและขากลับ ความล่าช้าการให้ข้อมูลที่พัก ไม่มีผู้แทนผู้ประกอบการขณะที่ผู้แสวงบุญเดินทางมายังนครเมกกะห์เพื่อนำไปที่พัก จำนวนสัมภาระของผู้แสวงบุญมีจำนวนมาก อนุญาตให้ผู้แสวงบุญประกอบอาหารในอาคารหรือที่พักโดยไม่มีระเบียบและไม่ปลอดภัย โดยในปี 2556 ไทยจะพัฒนามาตรฐานฮัจญ์ให้ทัดเทียมนานาชาติ หรือเรียกว่า ฮัจญ์อินเตอร์ โดยเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาฮัจญ์นอกระบบก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน 

          นายธาริต กล่าวว่า ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ดีเอสไอ จะมีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กพค.) โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะเสนอคดีฮัจญ์ ให้เป็นคดีพิเศษด้วย โดยแนวโน้มจะได้รับการพิจารณา เนื่องจากเราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และมีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจญ์ พ.ศ. 2524 และกฎหมายอาญาอย่างชัดเจน ที่สำคัญ เป็นการกระทำเชิงเครือข่าย ทั้งนี้ดีเอสไอพร้อมที่จะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำๆ อีก และขอยืนยันว่าเราจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และขอเตือนผู้ประกอบการที่เคยกระทำความผิด หรือกำลังจะทำ ให้หยุดการกระทำดังกล่าว หากมีการแอบอ้างอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ก็จะมีลงโทษสูงสุดตามพ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจญ์ ทั้งจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายอาญา เกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารทางราชการที่นำไปกระทำผิดทั้งในและต่างประเทศ จะต้องได้รับโทษสูง และเป็นโทษที่เรียกว่า นับโทษต่อ คือ ได้กระทำความผิดกี่ทอดก็จะมีความผิดเท่านั้น 

          "ปัญหาการหลอกลวงผู้แสวงบุญฮัจญ์เกิดมากขึ้น และเกิดความเสียหายต่อพี่น้องชาวมุสลิม ที่สำคัญส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้น หากตีเป็นมูลค่า ทางดีเอสไอจะต้องดำเนินการสอบสวนจากผู้เสียหายก่อน ซึ่งทราบว่า ผู้แสวงบุญต้องเสียค่าเดินทางคนละประมาณ 160,000 บาท ส่วนความเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินซึ่งเป็นความผิดต่อแผ่นดิน โดยการล่วงละเมิดกฎหมายบ้านเมืองนั้นประเมินมูลค่าไม่ได้ ทั้งนี้ทางดีเอสไอจะประสานกับสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ เพื่อร่วมกันสืบสวนข้อเท็จจริง หากทางคณะกรรมการฯรับเป็นคดีพิเศษ จะใช้เวลาสืบสวนขั้นต่ำประมาณ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่า คดีดังกล่าวจะซับซ้อนแค่ไหน และหากเกี่ยวข้องกับระหว่างประเทศด้วยแล้ว จะต้องใช้เวลาสืบสวนเพิ่มขึ้น"