ไลฟ์สไตล์

OK Natureเข้าใจช้าง-เข้าใจบ่อ

OK Natureเข้าใจช้าง-เข้าใจบ่อ

28 ต.ค. 2555

OK Natureเข้าใจช้าง-เข้าใจบ่อ : คอลัมน์ ถิ่นไทยงาม

          ภาพโขลงช้างป่า 11 ตัว ที่อยู่เบื้องหน้าของผมตอนนี้ บอกได้เป็นอย่างดีว่า บ่อน้ำที่พวกเรากำลังทำซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 300 เมตรจากตรงนี้ ช้างต้องมาออกมาใช้งานแน่ๆ ขณะที่ผมกำลังเฝ้ามองช้างป่าโขลงนี้สังเกตเห็นว่า ในโขลงนั้นมีลูกช้างตัวเล็กๆ อยู่ด้วยกันถึง 3 อดคิดไม่ได้ว่า จะเป็นภาพที่น่ารักแค่ไหนนะ ถ้าช้างตัวเล็กๆ แบบนี้เข้าไปเล่นน้ำในบ่อน้ำที่พวกเรา ชาวชมรม OK Nature ลงมือสร้างไว้ให้ 
 
          OK Nature เป็นชมรมที่ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของ Blogger ในสังคม onlinewww.oknation.net หลายปีก่อน เพื่อช่วยกัน อนุรักษ์ และบอกกล่าว คุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปีที่แล้วพวกเราได้เข้ามาที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีกันแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนั้น พวกเราเข้ามาเพื่อทำโป่งเทียม ให้กับช้างป่าและสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ปีนี้พวกเรากลับมากันอีกครั้ง เพื่อเข้ามาทำบ่อน้ำให้กับช้างป่า
 
          จากที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จึงได้ทราบว่า ช้าง เป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่ต้องการการใช้น้ำบริโภคเป็นจำนวนมาก และในช่วงหน้าแล้งแบบนี้ ช้างจึงประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างมาก ด้วยสภาพของพื้นดินบริเวณนี้เป็นดินปนทราย แม้จะมีฝนตกลงมาแต่ก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้นานนัก น้ำจะซึมเข้าลงใต้ดินไปอย่างรวดเร็ว การสร้างบ่อน้ำด้วยบ่อซีเมนต์จึงเป็นหนทางที่จะช่วยเก็บกักน้ำไว้ได้ในช่วงหน้าแล้งโครงการ “เข้าใจช้าง เข้าใจบ่อ” ของชมรม OK Nature จึงได้เริ่มต้นขึ้น ที่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณบ่อน้ำที่เราจะสร้างมีลักษณะเป็นบ่อดินอยู่แล้ว และมีฝายชะลอน้ำอยู่ ที่นี่คือพื้นที่การทำงานของพวกเรา
 
          แจกจ่ายถุงมือทราย 8 (บุ้งกี๋) ปูน 1(กระสอบ) น้ำ 5 หิน 8 เป็นสูตรผสมปูนที่พวกเราจำขึ้นใจ เสียงพูดคุยเฮฮา เสียงหยอกล้อ เริ่มดังขึ้น พวกเราช่วยกัน ขนหินและทรายผสมลงกระบะที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าทรายและปูนเข้าด้วยกัน จากนั้น จึงค่อยๆ เทน้ำตามลงไป ตอนนี้แหละเป็นตอนที่เริ่มเหนื่อยที่สุด ทราย ปูน และ น้ำ เริ่มผสมกัน ความเหนียวและหนืดทำให้เราออกแรงมากขึ้น ไม่ต้องแปลกใจว่า ในช่วงของขั้นตอนนี้ ทำไมคนที่ทำหน้าที่ผสมปูนจะพูดจาน้อยลง และมีเสียงเหนื่อยหอบเข้ามาแทนที่  หินอีก 8 บุ๊งกี๋ถูกเทลงไปในกระบะ  เมื่อผสมกันเสร็จ จึงได้ปูนที่พวกเราพร้อมใช้งาน “ต่อแถว” เป็นคำที่พวกเราบอกกันเมื่อถึงเวลาที่ต้องเทปูน เราส่งต่อกระป๋องปูนลำเลียงส่งผ่านกันไปเรื่อยๆ  นี่เป็นภาพที่ผมชื่นชอบ เพราะภาพแบบนี้บอกได้ดีถึงความสามัคคี และ การร่วมมือร่วมใจกันทำงาน
 
          แสงแดดเริ่มแรงกล้ามากขึ้น ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที หลายคนเริ่มเข้าไปหลบแดดตามที่ร่ม เหงื่อโชกเต็มกาย เนื้อตัวเริ่มสกปรก บางคนนั่งพักบางคนถึงกลับเอนกายหลับลงไป แต่เชื่อไหมว่า บนใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้านั้นมีรอยยิ้มเสมอ และแม้ว่าหลายคนจะหลบไปนั่งพัก แต่กระบะผสมปูนและพื้นที่การทำงาน ไม่เคยว่างเปล่า พวกเราสับเปลี่ยนหมุนเวียนการทำงานกันตลอดเวลา         
          นอกจากโครงการที่พวกเราทำบ่อน้ำช้างแล้ว พวกเรายังได้จัดเงินส่วนหนึ่งมาใช้ในการสร้างแท็งก์เก็บน้ำ ให้แก่เจ้าหน้าที่ไว้ใช้งานด้วย สิ่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่พวกเรามอบให้แก่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ผู้ทำหน้าที่พิทักษ์ ป่า ช้างป่า และ สัตว์ป่า เพื่อพวกเราทุกคน   
 
          ที่โป่งสลัดได อันเป็นที่ที่ชมช้างป่าได้ดีที่สุด เริ่มมีช้างป่าออกมากินโป่งและมาหากินในช่วงเย็นเราพบช้างป่า นับสิบตัว 
 
          ระหว่างการบันทึกภาพช้างป่า ที่หากินอยู่อย่างอิสระเสรี ผมคิดถึงพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม  2542 "ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างให้เพียงพอการปฏิบัติ คือ ให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจายกรณีที่ช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยแก่ช้างป่า"    
 
          ไม่ผิดนักถ้าพวกเราจะบอกว่า การทำงานของเราก็ทำตามพระราชดำรัสของในหลวงด้วยเช่นกัน และการทำบ่อน้ำ ไม่เพียงแต่เฉพาะช้างป่าเท่านั้น  กระทิง วัวแดง และสัตว์ป่าอื่นๆ อีกจำนวนมากก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย
  
          “Save Nature Save Life” เป็นคำขวัญหรือ สโลแกนในกลุ่มของพวกเรา การทำบ่อน้ำครั้งนี้ดูเหมือนว่าเราจะเตรียมทำให้ช้างป่าและสัตว์ป่ามากกว่า  นี่คือส่วนหนึ่งของการช่วยในการดูแลสัตว์ป่าและอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งผลประโยชน์ไม่เพียงเฉพาะสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ที่สุดแล้วในการช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติ ท้ายที่สุด พวกเราเองก็ได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน  
.......................................
(หมายเหตุ OK Natureเข้าใจช้าง-เข้าใจบ่อ : คอลัมน์ ถิ่นไทยงาม)