ไลฟ์สไตล์

ภาษีรถยนต์กับค่าคาร์บอน(2)

ภาษีรถยนต์กับค่าคาร์บอน(2)

28 ต.ค. 2555

ภาษีรถยนต์กับค่าคาร์บอน(2) : คอลัมน์ มอเตอร์เวิลด์ โดย... นายประโยชน์

          แน่นอนที่ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงในรถยนต์นั้นไม่ได้จำเพาะเจาะจงอยู่ที่เครื่องยนต์ แต่ต้องเป็นไปทุกชิ้นส่วน หลักๆ ก็เช่นเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง (อัตราทดและน้ำหนัก) ระบบกันสะเทือน (วัสดุ) รูปแบบของตัวถัง (การออกแบบและวัสดุที่ใช้) สิ่งเหล่านี้ทำให้ราคาของรถยนต์แพงขึ้นหรือไม่ตอบได้ว่าไม่ ผมยกตัวอย่างจากความเป็นจริงที่สัมผัสกันได้อย่างนี้ครับ เมื่อครั้งที่เริ่มทำงานกินเงินเดือนครั้งแรกในชีวิตเงินเดือนที่ได้คือ 900 บาท (อ่านว่าเก้าร้อยบาทฮู้ย คุณเอ๊ยรับเงินเดือนก้อนแรกดีใจจนน้ำตาไหล) ในขณะนั้นรถกระบะดัทสันรุ่นช้างเหยียบเครื่องเบนซิน 1300 ซีซี ราคาประมาณสามหมื่นบาทบวกลบ ก็หมายความว่า ผมต้องใช้เงินเดือน 30 เดือน ถึงจะได้รถกระบะเครื่องยนต์เบนซิน คาร์บูเรเตอร์ ไม่มีแอร์ไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีเพาเวอร์ช่วยหมุนพวงมาลัย ไม่มีระบบหรือตัวช่วยเพื่อความปลอดภัย ตัวถังและส่วนประกอบเป็นเหล็กทั้งดุ้น ราคาน้ำมันเบนซินตอนนั้นลิตรละ 1 บาท ซึ่งหมายความว่าเงินเดือนผมทั้งเดือนซื้อน้ำมันได้ 900 ลิตร 
 
          เอาละทีนี้หันกลับมาดูสถานการณ์ในวันนี้ อัตราเงินเดือนขั้นต้น (ป.ตรี) 15,000 บาท ถ้า 30 เท่าของเงินเดือนเป็น 450,000 บาท ในยุคนั้นสามสิบเท่าของเงินเดือนซื้อกระบะได้หนึ่งคัน แต่วันนี้สามสิบเท่าของเงินซื้อรถกระบะที่มีแอร์มีเพาเวอร์ มีเครื่องเสียงได้หนึ่งคันหรือ ได้รถเก๋งแบบประหยัดขนาดเล็กมีแอร์มีเพาเวอร์มีตัวช่วยเบรกมีถุงลมและอาจจะได้เกียร์ออโต้
 
          จากตัวอย่างชัดๆ ผมเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้นอกจากจะได้ของดีแล้วราคายังจะถูกลงอีกด้วยนอก จากนั้นถ้ามองย้อนไปถึงข้อกำหนดตั้งแต่ EU1 จนถึงปัจจุบัน ค่าของการพัฒนาไม่ได้สูงขึ้นมากมายจนรับกันไม่ได้เพราะข้อกำหนดใหม่ๆ ก็ต่อยอดมาจากข้อกำหนดเดิมๆ (เหมือนการต่อกิ่งได้กระมัง)
 
          ดังนั้นผมเชื่อว่าการจัดเก็บภาษีรถยนต์จากการวัดค่าคาร์บอนนั้นจึงไม่มีเหตุอันทำให้รถยนต์มีราคาสูงขึ้น ตัวที่จะสูงขึ้นที่หาที่สุดไม่ได้ก็คือน้ำมัน ย้อนกลับไปดูง่ายๆ ก่อนนี้เงินผมทั้งเดือนซื้อน้ำมันได้ 900ลิตร เรียกได้ว่าเติมแล้วเติมอีกจนไม่รู้จะขับไปไหน แต่วันนี้เงินเดือนหมื่นห้าซื้อน้ำมันได้สามร้อยกว่าลิตร (คิดเฉลี่ยที่ลิตรละสี่สิบห้าบาท   ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนี้จึงสมควรแล้วที่คนใช้มาก (ปล่อยคาร์บอนมาก) ก็ต้องจ่ายภาษีมาก เรื่องของน้ำมันแพงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครที่จะแก้ปัญหาได้แม้แต่ผู้ผลิต เพราะน้ำมันนั้นเหลือน้อยที่มีอยู่ก็ต้องลงทุนสูงถึงจะเอามาใช้ได้และน้ำมันเป็นปัญหาของการเมืองของโลกไปแล้ว
 
          อาจจะมีประเด็นปลีกย่อยให้ถกเถียงกันได้อีกว่าแล้วรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกล่ะจะวัดจากค่าอะไร ก็บอกได้เช่นกันครับใช้ก๊าซ แอลพีจี หรือเอ็นจีวี  ใช้แกสโซฮอล์ รถไฮบริด ถ้าเป็นภาษีสรรพสามิตแล้วก็ใช้ค่าจากคาร์บอนได้เพราะพิสูจน์กันทั่วโลกแล้วว่า ไอเสียจากก๊าซ ไอเสียจากแกสโซฮอล์นั้น น้อยกว่าจากการใช้เบนซินเพียวๆ และหรือระบบขนส่งล่ะที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเส้นเลือด ก็ต้องรู้และเข้าใจกันก่อนว่าน้ำมันดีเซลลิตรต่อลิตรเมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินหรือเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ แล้วให้กำลังที่มากกว่าปล่อยคาร์บอนออกมาได้น้อยกว่า ดังนั้นเมื่อพูดถึงราคาของตัวรถและน้ำมันแล้วรถยนต์ดีเซลก็จะปล่อยคาร์บอน (กินน้ำมัน) น้อยกว่า การคิดภาษีจากคาร์บอนนั้น เป็นวิธีการที่ถูกต้องและเป็นธรรมกับผู้ใช้รถทุกชนิด แต่ก็ยังมีประเด็นปลีกย่อยหรือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายนี้อีกก็ตามกันสัปดาห์หน้าว่าปัญหาคืออะไรและควรจะแก้กันทางไหน
.......................................
(หมายเหตุ ภาษีรถยนต์กับค่าคาร์บอน(2) : คอลัมน์ มอเตอร์เวิลด์  โดย... นายประโยชน์)