
ควบ'เทรลเบลเซอร์V6'ผจญภัยในแอฟริกาใต้
ควบ'เทรลเบลเซอร์V6'ผจญภัยในแอฟริกาใต้ : คอลัมน์ เปิดโลกยนตรกรรม โดย... ยุทธพงษ์ ภาษี
"เชฟโรเลต แห่งอเมริกานั้นมีแหล่งผลิตขนาดใหญ่ กระจายอยู่ทั่วโลกและฐานสำคัญเกี่ยวกับรถปิกอัพและรถเอสยูวีส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศไทย ล่าสุด เชฟโรเลต ได้เริ่มเปิดตลาดรถเอสยูวีรุ่น "เทรลเบลเซอร์" ซึ่งผลิตจากเมืองไทยเพียงแหล่งเดียวไปยังหลายๆ ประเทศ ทั่วโลก รวมถึง ทวีปแอฟริกา "เปิดโลกยนตรกรรม" คมชัดลึก รายงาน"
เชฟโรเลต ผู้บุกเบิกรถอเนกประสงค์เอสยูวีจากการเปิดตัวซับเบอร์แบนเมื่อปี พ.ศ.2478 ถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และตำนานในการสร้างสรรค์เทรลเบลเซอร์ รุ่นใหม่ ล่าสุดทำการเปิดให้สื่อมวลชนทั่วโลก ทั้งยุโรปและแอฟริกาได้เข้ามาทดสอบประสิทธิภาพรถที่ประเทศแอฟริกาใต้
สื่อมวลชนนานาชาติหลายสิบประเทศ ซึ่งได้รับเชิญจากจีเอ็มแอฟริกาใต้ ในครั้งนี้มีสื่อจากไทยเท่านั้นที่เป็นชาติเอเชียในฐานะที่โรงงานจีเอ็มอยู่ในบ้านเราถ้าจะเรียกว่า เมืองไทยเป็น "โฮมออฟ เทรลเบลเซอร์" ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า แต่มันก็ทำให้ผมภูมิใจเล็กๆ ว่า เห็นไหมส่งข้าวออกไม่ได้ที่หนึ่งของโลก ประเทศผมก็ยังดีที่ยกระดับส่งรถออกไปขายกับเขาได้บ้าง
การเดินทางไป ประเทศแอฟริกาใต้ สถานที่จัดงานครั้งนี้ก็ถือว่า ยาวไกลมากเพราะว่าไม่ได้ไปเมืองดังๆ อย่างเคปทาวน์ หรือโจฮันฯ แค่นั้นแต่ไปยังสถานที่ขับออฟโรดสวยๆ แต่ไกลมาก
จากไทยไปต่อเครื่องเมืองลอดช่อง เข้าโจฮันฯ แล้วต่อเครื่องบินเล็กๆ ราวกับรถเมล์ไปเมืองยอร์จ สรุปแล้ว 22 ชั่วโมงการเดินทางแถมขากลับ ยังเดินทางแบบมาราธอนเริ่มด้วย การขับแบบออนโรดด้วย เทรลเบลเซอร์ เกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อด้วยรถบัสอีก 5 ชั่วโมงเพื่อมาขึ้นเครื่องบิน อีกสามทอดรวม 24 ชั่วโมง กว่าจะถึงเมืองไทย สะบักสะบอมแต่ก็คุ้มที่ได้มีโอกาสไปเห็นสิงโต ตัวเป็นๆ ในซาฟารีของเอกชน แม้ทั้งหมดมันจะเป็นสิงโตที่เขาซื้อมาปล่อยไว้ ให้คนดูและมีจำนวนไม่เกินสิบนิ้วนับ หรือมีม้าลาย ที่เห็นได้ 5ตัวรวมช้างอีก 1 ตัว
แต่อย่าไปสนใจมากเลยสิงสาราสัตว์ เพราะภารกิจหลักของผม คือ การขับเทรลเบลเซอร์ แบบต่างๆ ที่เปิดตัวขายในแอฟริกาใต้ ในเส้นทาง 4x4 บนพื้นทรายและทางลูกรัง รวมถึงบนไฮเวย์ ตามเมืองต่างๆ ที่ผ่านไป
ในส่วนของตลาดและตัวรถ มัลคอล์ม โกลด์ รองประธานฝ่ายขายและการตลาด เจนเนอรัล มอเตอร์ส แอฟริกาใต้ (จีเอ็มเอสเอ) อธิบายว่า เทรลเบลเซอร์ที่จำหน่ายในแอฟริกาใต้ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ดีเซล สองรุ่น คือขนาดความจุ 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์เบนซินบล็อก V6 ความจุกระบอกสูบ 3.6 ลิตร (แน่นอนตัวที่ผมเลือกขับคือ V6)
ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซล ดูราแม็กซ์ ความจุ 2.5 ลิตร ผลิตพละกำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซล ดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตร ให้พละกำลัง 132 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตรในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ 440 นิวตันเมตรในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด สำหรับอัตราบริโภคน้ำมันของรุ่น 2.5 ลิตรอยู่ที่ 12.1 กม./ลิตร ส่วนรุ่น 2.8 ลิตรอยู่ที่ 11.3 กม./ลิตรในรุ่นเกียร์ธรรมดา
ขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน 3.6 ลิตรรุ่นล่าสุดขนาด 176 กิโลวัตต์ แรงบิด 329 นิวตันเมตร มีอัตราบริโภคน้ำมัน 8.4 กม./ลิตร มีระบบส่งกำลังทั้งแบบอัตโนมัติ 6 สปีด และธรรมดา 5 สปีด ในขณะที่สภาพถนนและภูมิประเทศของทวีปแอฟริกานั้นเหมาะสำหรับการใช้รถแบบนี้ในการท่องเที่ยวผจญภัยหรือเดินทางในเมือง ซึ่งขนาดของภายในห้องโดยสารที่มีโครงสร้างแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มีพื้นที่พอใช้งาน ในขณะที่ถนนสภาพแย่ๆ นั้นรถคันนี้ประสิทธิภาพเยี่ยม ทั้งในทางออนโรดหรือออฟโรดเพราะพื้นฐานสำคัญของเทรลเบลเซอร์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการขับขี่ทั้งบนทางออนโรดและออฟโรด คือโครงสร้างแบบบอดี้ออนเฟรม (body-on-frame) และช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระ 5 ลิงค์ แข็งแกร่งเวลาขับรู้สึกได้
ไฮไลท์ของการขับเทรลเบลเซอร์ คราวนี้อยู่ที่เนินทราย ที่เกิดขึ้นจากกระแสลมทำให้มีทรายมากองทับถมกัน ริมหาดสูงเป็นภูเขาและกว้างใหญ่ ขนาดว่า หลงหาทางออกจากเขาวงกตนี้ไม่ได้หากไม่มีป้ายบอก
สนามออฟโรด ที่มีแต่ทรายเวลานำรถเข้าไปขับจะต้องลดแรงดันลมยางลม เพื่อให้พื้นที่หน้ายางกว้างไม่ขุดทรายลงไป ไม่งั้นจะติดหล่มทรายง่ายมาก สำหรับผมเลือก รถV6 ติดมือไว้ ไม่ปล่อยเพราะโอกาสจะขับคงยากในบ้านเรา เพราะเป็นตัวส่งออก จีเอ็มเอสเอคงอยากขายแต่คงจะมีลูกค้าน้อยรายที่จะกล้าสู่ เบนซิน 3,600 ซีซี คันนี้ แต่ที่อเมริกาและออสเตรเลียตลาดเขานิยมกัน ซึ่งผมสังเกตว่า อัตราเร่ง แม้จะเป็นเครื่อง v ก็ยังไม่เร้าใจเท่า 2.8 เทอร์โบแต่แน่นอนว่าความนิ่งความเงียบเหนือกว่า แล้วเส้นทางในทรายนั้นผมเชื่อว่า ดีเซล เด่นกว่าแน่นอน
การขับในทรายแบบที่เห็นนั้นไม่โหดเท่ากับในทะเลทราย อย่างที่เคยผมไปเจอมาทั้งในดูไบและซินเจียงของจีน เทคนิคออฟโรด ปกติก็เอาอยู่เพราะทรายที่นี่ค่อนข้างแน่น ละเอียดและมีความชื้นการจอดที่ราบล้อก็ไม่จม แต่ถ้าที่ดูไบหรือในจีนมีหวังต้องใช้หน่วยกู้ภัยอย่างเดียว
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องหมูๆ ที่จะผ่านอุปสรรคไปได้ยกเว้น ตอนขึ้นเนินทรายสูงๆ ต้องอาศัยกำลังส่งของรถเป็นหลัก ซึ่งไม่ยากเลยสำหรับรถที่มีแรงบิดเหลือๆ อย่างเทรลเบลเซอร์ แต่กระนั้นก็มีนักขับจากหลายประเทศที่ไม่เคยชินกับทรายต้องลากช่วยเหมือนกัน
จากที่ได้สัมผัส ทั้งออนโรดออฟโรด รวมถึงการวิ่งบนทางลูกรังเพื่อไปดูบิ๊กไฟว์ในซาฟารี ความแกร่งในแบบรถเอสยูวีขนานแท้ของเทรลเบลเซอร์ น่าจะเป็นรถที่ขายได้ดีในทวีปนี้และทั่วโลก สำหรับผมมันน่าภูมิใจตรงที่ มันส่งไปจากไทยแลนด์ แดนขวานทองนี่ล่ะครับ
.......................................
(หมายเหตุ ควบ'เทรลเบลเซอร์V6'ผจญภัยในแอฟริกาใต้ : คอลัมน์ เปิดโลกยนตรกรรม โดย... ยุทธพงษ์ ภาษี)



