ไลฟ์สไตล์

หนังสือที่เธอถือมา:กลับบ้าน

หนังสือที่เธอถือมา:กลับบ้าน

28 ต.ค. 2555

หนังสือที่เธอถือมา : กลับบ้าน : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

..........

 

๑.

 

“กลับบ้าน”

                คำสั้นๆ ความหมายยาวๆ-หลายเพลง  หลายหนัง  หลายหนังสือ มักหยิบเล่าเรื่องราวเหล่านี้  โดยเฉพาะเรื่องสั้นและบทกวี  เรื่องเล่าทั้งที่คาดถึงและคาดไม่ถึงในเรื่องสั้น  อารมณ์ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในบทกวี  ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข-ล้วนเป็นเสน่ห์น่าประทับใจเสมอ

                “กลับบ้าน” ผลต่อเนื่องจาก “ไกลบ้าน”  แต่ละคนคงได้อพยพโยกย้ายเดินทางไปต่างถิ่นที่  ไกลบ้านคนละทิศวิถี  แล้วกลับบ้านอันเป็นบ้านเกิดหรือบ้านเติบโตของตน  ไม่ว่าจะเป็นลูกเมืองหลวง  ลูกเหนือ  ลูกอีสาน  ลูกใต้  ลูกตะวันตก  ลูกตะวันออก  ภาคบังคับของเศรษฐกิจ  การงาน  การศึกษา  ความรัก  ครอบครัว  อาจทำให้ผู้คนต้องไกลบ้าน  เพื่อรอจังหวะเวลาอารมณ์หนึ่งสำหรับการกลับบ้าน  

                บ้านที่เฉพาะ  บ้านที่แตกต่าง  บ้านที่หลากหลาย  สำหรับผม-คนชนบทอีสานที่พื้นฐานยากจน  ก็มีอารมณ์ความรู้สึกในการกลับบ้านอีกชนิดหนึ่ง  ยิ่งเป็นคนอีสานใต้  มีภาษาเขมรบนเป็นภาษาที่หนึ่ง  การพบทักทายกันจึงโขมงโฉงเฉงด้วยภาษาเขมร  คนแถวบ้านผมเวลาพูดคุยทักทายสนทนากันธรรมดา  บางทีก็เสียงดังเหมือนคนทะเลาะกัน  อาจติดนิสัยอยู่ป่าอยู่ทุ่ง ที่ต้องตะโกนหากัน ถึงจะได้ยิน       

                จังหวะชะตานำพาให้ไกลบ้านไปอยู่หลายถิ่นที่  มีเหตุให้ได้กลับบ้านเกิดหลายต่อหลายครั้ง  อารมณ์ยามกลับบ้านแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย    

                งานเขียนผมหลายเรื่อง ก่อเกิดระหว่างทางไกลบ้าน-กลับบ้าน  แม้แต่ “ม้าก้านกล้วย”

 

๒.

 

ระหว่างนี้ผมมีโอกาสกลับบ้านบ่อยขึ้น  เพราะอยู่ไม่ไกล  และสภาพชีวิตตัวเองสะดวกสบายขึ้น  

                สมัยอยู่เมืองหลวง  เทศกาลปีใหม่  สงกรานต์  เข้าพรรษา  ออกพรรษา  หลายครั้งที่ไม่ได้กลับบ้าน  เพราะไม่สะดวกในเรื่องยานพาหนะ  รวมทั้งฐานะทางการเงินของตัวเอง   
อาจกล่าวได้-ผมเป็นลูกชาวบ้านที่ความเป็นชาวบ้านไม่เข้มแข็งนัก  ออกจะนิยมความเป็นส่วนตัวสูง  ถ้าแบบเป็นกรรมการผ้าป่าสามัคคี  นั่งรถโดยสารไปกับคณะหลายสิบชีวิต  กินเหล้าร้องรำทำเพลงกันข้ามวันข้ามคืนนั้น  ผมขอถอยดีกว่า  เพื่อนชาวบ้านจะว่าอย่างไร  ผมก็เป็นแบบผมมาตลอด  คือช่วยเหลือปัจจัยทำบุญร่วมกันได้  แต่อย่าให้ไปแบกรักสภาพที่ตัวเองไม่สนุกด้วย  ไม่ได้หยิ่งหรือลืมกำพืดอะไร

                หากแต่มีงานบุญหนึ่งที่ผมมักจะมีโอกาสได้กลับบ้านเสมอ ก็คือ “เบ็นธม” หรือ “แซนโดนตา” ในช่วงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ของแต่ละปี  เพราะงานบุญนี้มีคนเดินทางกลับบ้านไม่มากนัก  จะว่าไปแล้ว  ผมเองก็มิได้รู้ทะลุปรุโปร่งกับพิธีกรรมนี้  มิได้เหนียวแน่นว่าจะต้องกลับบ้านให้ได้ทุกครั้ง  ให้เป็นผู้นำทำพิธีก็ทำไม่ได้  แต่คนอย่างพี่ชายหรือน้องสาวซึ่งอยู่กับบ้านเขากลับสามารถทำสืบเนื่องได้  อีกอย่างครอบครัวผมจะอยู่ในระดับยืดหยุ่น  คือพี่น้องคนไหนไม่สะดวกกลับบ้าน  ก็เข้าใจกัน ไม่บังคับเคี่ยวเข็ญกัน  

                สิ่งที่ฝังใจกับพิธีกรรมนี้  ก็คืออารมณ์และบรรยากาศการจัดทำขนมนมเนย  หมากพลูบุหรี่  ดอกไม้ธูปเทียน  หมูเห็ดเป็ดไก่  เหล้ายาปลาปิ้ง ฯลฯ  เพื่อสำนึกรำลึกถึงบรรพบุรุษและญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ  เรียกขานอัญเชิญให้มารับเครื่องเซ่นไหว้  ทุกคนเปล่งเสียงเหมือนคุยกับคน  และเหมือนคุยกับผีอยู่ในที  นอกจากผีที่รู้จักแล้ว  ยังมีแบ่งสำหรับผีที่ไม่รู้จักซึ่งหลงทางผ่านมาด้วย 
เสร็จพิธี-พี่น้องก็นำอาหารจากเครื่องเซ่นนั้นมากินร่วมกัน  พูดคุยกันสนุกสนานในวันพักผ่อน

 

๓.

 

ปีนี้เป็นจังหวะอันดี  พี่น้องผม ๙ คน ได้กลับบ้านทุกคน  ยกเว้นน้องชายคนหนึ่งซึ่งเขาไปตั้งตัวเป็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวอยู่เมืองหลวงหลายปี  กำลังประสบความสำเร็จ  แต่พลันก็พบความล้มเหลวอย่างคาดไม่ถึง  

                หลังแต่งงานให้ลูกสาว  ครอบครัวเขาพลิกพ่ายพัง  ต้องหลบเมืองไปเริ่มชีวิตใหม่แถวบ้านนอก  ก่อนที่โรคภัยไข้เจ็บจะพรากเขาไปขณะอยู่ที่บ้านครอบครัวใหม่  โดยที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเกิด  

                แต่วันนั้น-ผมได้เห็นลูกสาวของเขา  (หลานสาวของผม)  พาลูกสาวตัวเล็กๆ (หลานสาวของเขา) กลับบ้าน-มันเหมือนกับว่าน้องชายผมคนนั้น ได้กลับบ้านในวัน “แซนโดนตา” ด้วย!

 

 

--------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : กลับบ้าน : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)