
หนังสือที่เธอถือมา:กลับบ้าน
หนังสือที่เธอถือมา : กลับบ้าน : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
..........
๑.
“กลับบ้าน”
คำสั้นๆ ความหมายยาวๆ-หลายเพลง หลายหนัง หลายหนังสือ มักหยิบเล่าเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องสั้นและบทกวี เรื่องเล่าทั้งที่คาดถึงและคาดไม่ถึงในเรื่องสั้น อารมณ์ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในบทกวี ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข-ล้วนเป็นเสน่ห์น่าประทับใจเสมอ
“กลับบ้าน” ผลต่อเนื่องจาก “ไกลบ้าน” แต่ละคนคงได้อพยพโยกย้ายเดินทางไปต่างถิ่นที่ ไกลบ้านคนละทิศวิถี แล้วกลับบ้านอันเป็นบ้านเกิดหรือบ้านเติบโตของตน ไม่ว่าจะเป็นลูกเมืองหลวง ลูกเหนือ ลูกอีสาน ลูกใต้ ลูกตะวันตก ลูกตะวันออก ภาคบังคับของเศรษฐกิจ การงาน การศึกษา ความรัก ครอบครัว อาจทำให้ผู้คนต้องไกลบ้าน เพื่อรอจังหวะเวลาอารมณ์หนึ่งสำหรับการกลับบ้าน
บ้านที่เฉพาะ บ้านที่แตกต่าง บ้านที่หลากหลาย สำหรับผม-คนชนบทอีสานที่พื้นฐานยากจน ก็มีอารมณ์ความรู้สึกในการกลับบ้านอีกชนิดหนึ่ง ยิ่งเป็นคนอีสานใต้ มีภาษาเขมรบนเป็นภาษาที่หนึ่ง การพบทักทายกันจึงโขมงโฉงเฉงด้วยภาษาเขมร คนแถวบ้านผมเวลาพูดคุยทักทายสนทนากันธรรมดา บางทีก็เสียงดังเหมือนคนทะเลาะกัน อาจติดนิสัยอยู่ป่าอยู่ทุ่ง ที่ต้องตะโกนหากัน ถึงจะได้ยิน
จังหวะชะตานำพาให้ไกลบ้านไปอยู่หลายถิ่นที่ มีเหตุให้ได้กลับบ้านเกิดหลายต่อหลายครั้ง อารมณ์ยามกลับบ้านแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย
งานเขียนผมหลายเรื่อง ก่อเกิดระหว่างทางไกลบ้าน-กลับบ้าน แม้แต่ “ม้าก้านกล้วย”
๒.
ระหว่างนี้ผมมีโอกาสกลับบ้านบ่อยขึ้น เพราะอยู่ไม่ไกล และสภาพชีวิตตัวเองสะดวกสบายขึ้น
สมัยอยู่เมืองหลวง เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา หลายครั้งที่ไม่ได้กลับบ้าน เพราะไม่สะดวกในเรื่องยานพาหนะ รวมทั้งฐานะทางการเงินของตัวเอง
อาจกล่าวได้-ผมเป็นลูกชาวบ้านที่ความเป็นชาวบ้านไม่เข้มแข็งนัก ออกจะนิยมความเป็นส่วนตัวสูง ถ้าแบบเป็นกรรมการผ้าป่าสามัคคี นั่งรถโดยสารไปกับคณะหลายสิบชีวิต กินเหล้าร้องรำทำเพลงกันข้ามวันข้ามคืนนั้น ผมขอถอยดีกว่า เพื่อนชาวบ้านจะว่าอย่างไร ผมก็เป็นแบบผมมาตลอด คือช่วยเหลือปัจจัยทำบุญร่วมกันได้ แต่อย่าให้ไปแบกรักสภาพที่ตัวเองไม่สนุกด้วย ไม่ได้หยิ่งหรือลืมกำพืดอะไร
หากแต่มีงานบุญหนึ่งที่ผมมักจะมีโอกาสได้กลับบ้านเสมอ ก็คือ “เบ็นธม” หรือ “แซนโดนตา” ในช่วงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ของแต่ละปี เพราะงานบุญนี้มีคนเดินทางกลับบ้านไม่มากนัก จะว่าไปแล้ว ผมเองก็มิได้รู้ทะลุปรุโปร่งกับพิธีกรรมนี้ มิได้เหนียวแน่นว่าจะต้องกลับบ้านให้ได้ทุกครั้ง ให้เป็นผู้นำทำพิธีก็ทำไม่ได้ แต่คนอย่างพี่ชายหรือน้องสาวซึ่งอยู่กับบ้านเขากลับสามารถทำสืบเนื่องได้ อีกอย่างครอบครัวผมจะอยู่ในระดับยืดหยุ่น คือพี่น้องคนไหนไม่สะดวกกลับบ้าน ก็เข้าใจกัน ไม่บังคับเคี่ยวเข็ญกัน
สิ่งที่ฝังใจกับพิธีกรรมนี้ ก็คืออารมณ์และบรรยากาศการจัดทำขนมนมเนย หมากพลูบุหรี่ ดอกไม้ธูปเทียน หมูเห็ดเป็ดไก่ เหล้ายาปลาปิ้ง ฯลฯ เพื่อสำนึกรำลึกถึงบรรพบุรุษและญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ เรียกขานอัญเชิญให้มารับเครื่องเซ่นไหว้ ทุกคนเปล่งเสียงเหมือนคุยกับคน และเหมือนคุยกับผีอยู่ในที นอกจากผีที่รู้จักแล้ว ยังมีแบ่งสำหรับผีที่ไม่รู้จักซึ่งหลงทางผ่านมาด้วย
เสร็จพิธี-พี่น้องก็นำอาหารจากเครื่องเซ่นนั้นมากินร่วมกัน พูดคุยกันสนุกสนานในวันพักผ่อน
๓.
ปีนี้เป็นจังหวะอันดี พี่น้องผม ๙ คน ได้กลับบ้านทุกคน ยกเว้นน้องชายคนหนึ่งซึ่งเขาไปตั้งตัวเป็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวอยู่เมืองหลวงหลายปี กำลังประสบความสำเร็จ แต่พลันก็พบความล้มเหลวอย่างคาดไม่ถึง
หลังแต่งงานให้ลูกสาว ครอบครัวเขาพลิกพ่ายพัง ต้องหลบเมืองไปเริ่มชีวิตใหม่แถวบ้านนอก ก่อนที่โรคภัยไข้เจ็บจะพรากเขาไปขณะอยู่ที่บ้านครอบครัวใหม่ โดยที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเกิด
แต่วันนั้น-ผมได้เห็นลูกสาวของเขา (หลานสาวของผม) พาลูกสาวตัวเล็กๆ (หลานสาวของเขา) กลับบ้าน-มันเหมือนกับว่าน้องชายผมคนนั้น ได้กลับบ้านในวัน “แซนโดนตา” ด้วย!
--------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : กลับบ้าน : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)



