ไลฟ์สไตล์

'AEC'กับการขยายการลงทุนอสังหาฯ

'AEC'กับการขยายการลงทุนอสังหาฯ

27 ต.ค. 2555

'AEC'กับการขยายการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของไทย : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

          การเกิด “AEC” (ASEAN Economic Community) ในปีพ.ศ.2558 จะถือเป็น “โอกาส” หรือ “วิกฤติ” ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป ผมนึกถึงสมัย “กรุงศรีอยุธยา” ก่อนกรุงแตกที่ “เจ้าพระยาจักรี” เป็นไส้ศึกเปิดประตูให้กองทัพ “พม่า” ให้บุกเข้ามาปล้นฆ่าเผาทำลายเมืองหลวงของชาว “สยาม” ในปีพ.ศ.2310 นี่แค่เปิดประตูเดียวรับประเทศเดียวนะครับ ลองนึกภาพดูซิครับว่าอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะต้องเปิดประตูรับไม่เพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้าน “อาเซียน” อีก 9 ประเทศ อันประกอบไปด้วย บรูไนดารุสซาลาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์ และเวียดนาม แล้วเรายังถูกบังคับให้เปิดประตูรับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าเราทุกด้าน เช่น จีน, ญี่ปุ่น,เกาหลี, อินเดีย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งบรรดาประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ต่างพร้อมเสมอที่จะเข้ามาฉกฉวยแย่งชิงตักตวงทรัพยากรของบ้านเรา และผมคิดว่าบรรยากาศคงไม่ต่างจากครั้งเมื่อ “กรุงศรีอยุธยา” แตกเมื่อ 245 ปีล่วงมาแล้ว หรืออาจจะหนักกว่าเพราะบรรดาข้าศึกที่บุกประชิดพระนครนั้นมีความหลากหลายกว่ามากครับและต่างก็มีกำลังที่เข้มแข็งกว่าครับ
 
          ดังนั้น หากเตรียมตัวไม่พร้อมจาก “โอกาส” จะพลิกเป็น “วิกฤติ” ทันที บรรดา SMEs ของไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่ม “จุดแข็ง” และเสริม “จุดอ่อน” ยกตัวอย่างเช่น SMEs ประเภทอู่ซ่อมรถ ซึ่ง “เมียนมาร์” หรือ “พม่า” ในปัจจุบันที่รายได้ต่อหัวของประชากรยังต่ำอยู่ เป็นผลให้บรรดารถเก่ามือสองที่ไม่ใช้แล้วจากประเทศต่างๆ ทะลักเข้าล้น “เมียนมาร์” ดังนั้น จึงมีความต้องการธุรกิจประเภทที่เกี่ยวกับการดูแลซ่อมบำรุงบรรดารถมือสอง เช่น อะไหล่มือหนึ่ง, อะไหล่มือสอง (เซียงกง),  อู่ซ่อมรถ, ประดับยนต์, ติดตั้งแก๊สรถยนต์ ฯลฯ
 
          หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมในภาคการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์ม เพราะ “เมียนมาร์” มีพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ปลูกปาล์มมิใช่น้อยแต่ขาดแคลนโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศโดยเฉพาะ “มาเลเซีย” และในขณะเดียวกัน “เมียนมาร์” ก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลสามารถปลูกพืช, ผัก, ผลไม้ ได้มากมายหลากหลายประเภท แต่ขาดห้องเย็นที่ได้มาตรฐานในการเก็บ รวมทั้งมีพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในการปลูกข้าวแต่ขาดโรงสีที่มีคุณภาพ ฯลฯ บรรดาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะกิจการต่างๆ เหล่านี้ บรรดา SMEs ไทยต่างก็มีประสบการณ์และความชำนาญเป็นอย่างยิ่ง หากเทียบเชิงชั้นกับเพื่อนบ้าน
 
          นอกจากนี้ ผมยังเชื่อว่า SMEs ของ ไทย ที่ยังคร่ำวอดอยู่ในวงการ “อสังหาริมทรัพย์” ที่มากด้วยประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานน่าจะได้เปรียบกับผู้ประกอบการ “อาเซียน” หลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศเรา เช่น เมียนมาร์, ลาว, กัมพูชา หรือแม้กระทั่ง เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า “อุตสาหกรรมการก่อสร้าง” ซึ่งเป็น “รากฐาน” สำคัญของธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” คนไทยมีความรู้ความชำนาญไม่เป็นสองรองใครหากเตรียมพร้อมกันให้ดี “ร่วมมือกัน” เป็น “น้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ทำการเป็น “เอกภาพ” ก็จะสามารถขยายงานออกไปได้จากเดิมที่เคยรองรับคนในประเทศ 60-70 ล้านคน จะทำให้ขยายตลาดออกไปทั่วทุกภูมิภาคของ  “AEC”  มีจำนวนประชากรครอบคลุมกว่า 600-700 ล้านคน ใน “วิกฤติ” มี “โอกาส” เสมอครับ 
 
          ในอีก 2 สัปดาห์หน้ามาติดตามดูกันว่าในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนนั้น จะต้องเตรียม “วิสัยทัศน์” (VISIONARY) และ “กระบวนทัศน์” (MISSIONARY) ในการขยายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างไรเพื่อที่จะให้เกิดเป็นกระบวนการ “แลกเปลี่ยน”, “เรียนรู้” และ “แบ่งปัน”  ทั้งยัง “รู้เท่าทัน” กระแส “โลกาภิวัตน์” ที่หากประคับประคองกันไม่ดี นอกจากจะ “ได้ไม่คุ้มเสีย” แล้วก็ยัง “เสียที” บรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่ล้วนแล้วแต่ “หวังดี แต่ประสงค์ร้าย” อย่าง สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, เขมร ฯลฯ    
 
          จะส่งผลให้การรุกคืบเข้ามาของกระแส “ทุนนิยม” ที่เรียกกันสวยหรูว่ากระแส “โลกาภิวัตน์” ในรูปแบบ “AEC” ในครั้งนี้ ยังอาจจะนำมาซึ่งกระแส “โลกาวิบัติ” กับสังคมไทยอีกด้วยครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'AEC'กับการขยายการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของไทย : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)