
ฟ้าหลังฝนใน'โคโซโว'
ฟ้าหลังฝนใน'โคโซโว' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดยกาญจนา หงษ์ทอง
เรื่องสเปกการเที่ยวนี่ชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร
ได้ยินชื่อญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง อังกฤษ ใครอย่ามาชวนไปเชียว ทำหูทวนลมใส่ แต่ถ้าเป็นอิรัก อิหร่าน ปากีสถาน ซีเรีย ตูนิเซีย แทนซาเนีย แบบนี้ล่ะหูผึ่ง
แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ใช้คำว่าเลยเถิดน่าจะเหมาะ กะจะร่อนเร่อยู่แถวโครเอเชีย มาซิโดเนีย แอลเบเนีย มอนเตเนโกร แต่คนลองได้เท้าไม่อยู่สุขซะอย่าง ก็หาเรื่องเถลไถลไปได้เรื่อย ก็เหมือนเที่ยวนี้ที่พอรู้ว่าวีซ่าเชงเกนใช้เข้าประเทศโคโซโว (Kosovo)ได้ ก็เกิดอาการหูผึ่ง ดั้นด้นไปถึงแถวนั้นทั้งที ไม่แฉลบไปโคโซโวก็บ้าแล้ว บอกตัวเองไปอย่างนั้น
นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจจะบินด้วยสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ (0-22310300-7) เข้าไปตั้งหลักที่เมืองหลวงของโคโซโวอย่าง พริสตินา(Pristina) แต่ข้าพเจ้าเก๋กว่านั้นเยอะ นั่งรถข้ามประเทศห้อมาจากแอลเบเนีย บ้านพี่เมืองน้องของโคโซโวนั่นเอง
ตอนตัวยังแกว่งอยู่แอลเบเนีย ใช้แอพพลิเคชั่นของอโกดา(www.agoda.com ) ที่โหลดไว้บนสมาร์ทโฟน สแกนดูที่พักคร่าวๆ แล้ว พบว่าถึงโคโซโวจะเป็นประเทศน้องใหม่ของโลกนี้ แต่เรื่องท่องเที่ยวก็ไม่เบาเหมือนกัน โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางของฉันอย่าง เมืองพริซริน(Prizren) ก็พอจะมีเรือนพักให้เลือกพอตัว
ทุกข์สุขของโคโซโว คือสิ่งที่เร่งเร้าให้ฉันอยากเห็นแผ่นดินแห่งนี้
จำได้ว่าหลังจากสงครามในโซโวสิ้นสุดลงประมาณปี 1999 ราวๆ ปี 2000 ฉันนั่งอ่านเรื่องราวของโคโซโว ว่าผลจากสงครามครั้งนี้ มีชาวโคโซโวนับหมื่นคนถูกกองทัพชาวเซิร์บสังหาร นี่ยังไม่นับศพที่เพิ่งมาขุดเจอทีหลังอีกไม่น้อย ที่ถูกไล่ออกจากบ้านก็มีเป็นล้านคน บ้านบางส่วนถูกพวกเซิร์บเผาทำลาย บางส่วนถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง และอีกไม่น้อยที่กองทัพเซิร์บให้ชาวเซิร์บอพยพเข้าไปอาศัยอยู่แทนเจ้าบ้านเดิม ส่วนชาวโคโซโวก็ต้องระหกระเหเร่ร่อนไปพักพิงตามบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างแอลเบเนีย มอนเตเนโกร และมาซิโดเนีย
โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา ถูกเผาวอดวายไม่มีชิ้นดี จะเรียกว่าเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโคโซโวก็คงไม่เกินจริง
โคโซโวที่อยู่ตรงหน้าฉัน ผ่านความหม่นเศร้ามาได้แค่ 10 ปีเศษ มองผาดๆ แทบไม่เหลือเค้าของความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ พริซรินทั้งเมืองถูกก่อร่างสร้างขึ้นใหม่แทนของเดิม อาคารบ้านเรือน มัสยิดที่ถูกเพลิงทำลายก็ถูกจับมาขัดสีฉวีวรรณใหม่
ไม่มีอะไรดีกว่า การได้พาสองเท้าย่างไปสำรวจพริซรินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั่วทั้งเมืองมีมัสยิดกว่า 30 แห่ง แต่มัสยิดที่ตั้งรับแขกอยู่ใจกลางเมืองเก่าคือ มัสยิดซีนาน ปัชชา (Sinan Pasha Mosque) ที่สร้างตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 17 อาจจะเป็นมัสยิดเก่าที่ดูใหม่ เพราะเพิ่งบูรณะเสร็จหมาดๆเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมานี้เอง นี่ไม่ใช่มัสยิดใหญ่โตโอฬาร แต่ด้านในก็มีการตกแต่งที่งดงามน่ามอง
นอกจากมัสยิดที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองแล้ว เพื่อตอกย้ำว่าโคโซโวคือยุโรปที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของอิสลาม ยังมี ฮัมมัม หรือ เตอร์กิช บาธ ที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยอ็อตโตมันเข้ามาปกครองในแถบนี้
ฮัมมัมที่มีชื่อเสียงที่สุดของพริซรินคือ ฮัมมัมกาซี เมห์เมต ปัชชา (Gazi Mehmet Pasha Hamam) หาไม่ยาก เพราะตรงไหนมีอิฐก่อขึ้นสูงๆ มีโดมเล็กๆ ซ้อนกัน 8-9 โดม ตรงนั้นฮัมมัมแน่ๆ
ในตัวเมืองพริซรินยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ 2-3 แห่ง ที่น่าสนใจก็มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่แสดงพวกเสื้อผ้าอาภรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนของชาวโคโซโว ยังมีพวกภาพเขียน รูปปั้น และงานศิลปะที่บอกเล่าอดีต เก็บสะสมไว้ อาจจะไม่มากนัก แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าประเทศที่ถูกเพลิงแห่งสงครามเผาพินาศขนาดนี้ เหลือไว้ให้ดูขนาดนี้ก็ถือว่าดีแล้ว
หลังจากเดินเกร่ในตัวเมืองพริซรินได้สักพัก ฉันก็พบว่าเมืองนี้ไม่ได้มีแค่มัสยิดเท่านั้น แม้ชาวเมืองเกือบทั้งหมดจะเป็นชาวมุสลิม แต่ก็มีโบสถ์แทรกตัวอยู่เป็นหย่อมๆ มีทั้งโบสถ์ออร์โธดอกซ์และโบสถ์คาทอลิกที่ยังอยู่ระหว่างการบูรณะก็เยอะ เพราะช่วงสงครามกลางเมืองโบสถ์คาทอลิกก็เป็นเป้าหมายการโจมตีของพวกกองทัพเซิร์บเหมือนกัน
ทุกวันนี้ในเมืองพริซรินเองก็มีพวกเซิร์บเข้ามาปะปนอยู่ด้วย อาจจะมีรอยร้าวบ้าง มีความต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ แต่ดูเหมือนทุกวันนี้ทุกคนอยู่ร่วมกันบนความต่างได้
ฉันนั่งปักหลักอยู่ริมสะพานหินที่พาดผ่าน แม่น้ำลัมบาร์ดี ตรงใจกลางเมือง มองพริซรินในวันฟ้าหลังฝน ผู้คนเบิกบาน สดใส ราวกับว่าเรื่องสงครามกลางเมืองเป็นเพียงฉากหนึ่งในหนังฮอลลีวูดเท่านั้น และไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าผู้คนที่เคลื่อนผ่านไปมา พวกเขายังเจ็บปวดกับบาดแผลในอดีตอยู่หรือไม่
สงครามจบไปแล้ว สำหรับชาวโคโซโวพวกเขาคงไม่อยากให้เรื่องร้ายแบบเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก สำหรับคนผ่านทางพูดได้แค่ว่า ฉันคงเสียดายแย่ ถ้าสงครามจะพรากเมืองสวยๆ ในโคโซโวแห่งนี้ไปอีกครั้ง
........................................................
(ฟ้าหลังฝนใน'โคโซโว' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดยกาญจนา หงษ์ทอง)



