
โซเชียลมีเดียกับการแบ่งขั้ว
โซเชียลมีเดียกับการแบ่งขั้ว : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า
วันนี้ขอเปิดรายการด้วยการอัพเดทข่าวสารที่อาจสะเทือนใจเหล่านักเคลื่อนไหว ที่ชอบอ้างคำว่า “สิทธิเสรีภาพ” ในการแสดงออก เพื่อจุดสงครามแห่งความขัดแย้งให้แก่คนในชาติ หรืออาจรวมไปถึงพลเมืองโลก
เพราะล่าสุด “ทวิตเตอร์” ได้ออกมาประกาศ “บล็อก” แอคเคานท์กลุ่มนาซีใหม่ หรือนีโอ-นาซี @hannoverticker ของกลุ่มการเมืองขวาจัดในเยอรมนี ที่ชื่อว่า Besseres Hannover ตามคำขอจากรัฐบาล หลังจากมีข้อมูลหลักฐานมากมายที่แสดงถึงพฤติกรรมในการสร้างความรุนแรง/ความแตกแยก ด้วยแนวคิดเหยียดชาติพันธุ์ และที่สำคัญกิจกรรมของกลุ่มนี้ เริ่มลามเข้าไปยังกลุ่มเด็กตามโรงเรียนต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาของทวิตเตอร์ก็ออกมาแสดงจุดยืนด้านเสรีภาพการแสดงออกว่า สำหรับเหล่าสาวกทวิตเตอร์นี้ ที่อยู่นอกประเทศเยอรมนี ยังสามารถสื่อสารหรือเข้าถึงเนื้อหาที่มีการทวิตกันในแอคเคานท์นี้ได้อยู่
ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่โลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะทาบทับกับโลก(จริง)ทั้งใบ “การเมือง” รุ่นใหม่ โดยกลุ่มคนที่ถือกำเนิดมาในยุคเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 50 ปี ต่างก็เริ่มโดดเกาะกระแสความแรงของสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงผู้สนับสนุน กลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงผูกสัมพันธ์กับฐานเสียงรุ่นเยาว์
โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมอย่าง เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์นั้น เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ซึ่งกลุ่มนักเคลื่อนไหวใช้เป็นช่องทางเปิดตัวสู่คนนอก ขายแนวคิด ระดมการสนับสนุน ขยายเครือข่ายคน “ทาง” เดียวกัน จนหลายครั้งนำไปสู่การ “แบ่งขั้ว” อย่างรุนแรง
ขณะที่นักการเมืองในหลายประเทศใช้เป็นช่องทางเข้าถึงประชาชนอย่างได้ผล แทนการเดินเคาะประตูบ้านอย่างสมัยก่อน
จะเห็นได้ว่า ในการก้าวสู่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ เมื่อ 4 ปีก่อน ก็มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์สื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่การทำศึกรักษาตำแหน่งที่จะทราบผลกันเดือนหน้าก็มีการไล่บี้คู่แข่งด้วยยอดคลิก “ถูกใจ” หน้าเฟซบุ๊กของเขาแล้ว 30.8 ล้านคน และสาวกทวิตเตอร์กว่า 20.8 ล้านคน
ตัวอย่างในบ้านเราเอง ที่เห็นได้ชัดก็เมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่มีข้อถกเถียงถึงการ “ปั้น” ยอดสาวกทวิตเตอร์ของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ยังคงมีสถานะเป็นผู้พลัดถิ่นอยู่ รวมถึงการใช้ช่องทางสื่อใหม่เหล่านี้ เป็นตัวชี้วัดกระแสนิยมระหว่างผู้นำพรรครัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ที่เชื่อถือได้ก็คือ ไม่ว่าภาพลักษณ์ในสื่อสังคมออนไลน์จะปรากฏออกมาอย่างไร แต่ด้วยประสิทธิภาพของสื่อรูปแบบนี้นั่นแหละ ที่เอื้อต่อระบบตรวจสอบจากเพื่อนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ด้วยกัน และผู้ที่เป็น “ตัวจริง” หรือ “ขั้วดี” เท่านั้น ที่จะได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืนจากผู้ที่ชื่นชอบ
(โซเชียลมีเดียกับการแบ่งขั้ว : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า)



