
ภาษีรถยนต์กับค่าคาร์บอน(1)
มอเตอร์เวิลด์ : ภาษีรถยนต์กับค่าคาร์บอน (1)
รัฐบาลอาจจะมีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ในรูปแบบใหม่คือการจัดเก็บภาษีจากการปล่อย CO2 จากค่าไอเสียที่วัดได้ตามรูปแบบของประชาคมยุโรป (EU) คงต้องมีประเด็นถกเถียงกันอีกมากมายว่าดีหรือไม่ดีเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคนของบ้านเราพร้อมหรือยังที่จะยอมรับเรื่องนี้เพราะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของรถยนต์ไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งกลัวกันว่าอาจจะจ่ายค่าเทคโนโลยีที่แพงมากขึ้นและจะเป็นภาระให้ผู้ใช้ ผมจะพยายามคลายปมทีละปมเท่าที่สติปัญญาของช่างแก่ๆ คนหนึ่งที่อยู่กับรถยนต์มานานสามสิบสี่สิปีทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่านโยบายภาษีจากคาร์บอนนี้ดีไหม ตอบกันแบบฟันธงว่าดีแน่ๆ และควรทำมาตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว ต้องขออนุญาตย้อนกลับไปกล่าวว่ามูลเหตุที่ทำให้เกิดภาษีตัวนี้ขึ้นมาในโลกนั้น หลายคนคงเข้าใจว่าเกิดจาก สภาวะโลกร้อนขึ้น หรือภาวะเรือนกระจกจากคาร์บอนไดออกไซด์จากไอเสียของรถยนต์ การเข้าใจเช่นนั้นก็ไม่ผิดแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะปัญหาที่แท้จริงเกิดจากปัญหาของ น้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีน้อยลงและหาได้ยากมากขึ้น (ต้นทุนสูงขึ้นในการผลิตออกมาใช้) ในยุโรปจึงเค้นหาวิธีการหรือเทคโนโลยีที่ดีกว่าเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้น ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นหรือกินน้ำมันน้อยลงว่างั้นเถอะ จึงเป็นนโยบายหลักของแต่ละประเทศและเริ่มพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดก็ตั้งแต่ปลายยุค 70 ในรถยนต์เครื่องเบนซิน จากการเปลี่ยนการใช้ระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้ด้วยคาร์บูเรเตอร์มาเป็นระบบหัวฉีดไฟฟ้าก็ได้ผลจนเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลกและก็พัฒนาต่อมาจนถึงปัจจุบันและในอนาคต
ในส่วนของเครื่องยนต์ดีเซลก็เช่นกัน จากระบบเดิมๆ ที่เรียกว่าเครื่องเผาหัวก็พัฒนามาเป็นแบบฉีดตรงและจนบัดนี้มาจนถึงเครื่องยนต์ดีเซลแบบฉีดตรงในระบบหัวฉีดแรงดันสูงหรือที่เรียกกันว่าเครื่องคอมมอนเรล และเครื่องยนต์ดีเซลก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้
นอกจากพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้อยลงแล้ว นักคิดหรือวิศวกรยานยนต์ยังคิดหาพลังงานอย่างอื่นมาเป็นตัวเสริมหรือพลังงานทดแทนเพื่อช่วยให้การใช้น้ำมันเพียวๆ ไม่มากไปกว่าที่เคยใช้ หรือพูดง่ายๆ ว่าซื้อน้ำมันจากแขกให้น้อยลง ผลจากการนี้ก็ต้องมีกระบวนการในการวัดค่าหาความสิ้นเปลืองของรถยนต์แต่ละคัน สุดท้ายก็มาลงเอยที่การวัดค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ว่าเมื่อเครื่องเผาไหม้ให้กำลังงานออกมาใช้งานแล้วมีค่า CO2 เป็นเท่าไรแล้วเอาค่า CO2 ที่ได้นั้นคำนวณกลับไปว่าใช้น้ำมันไปเท่าไร
ผลสรุปออกมาตรงกันจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่า ถ้าค่า CO2 ออกมามากก็หมายถึงต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาก เมื่อได้ผลสรุปตรงกันดังนี้ ข้อกำหนดในการหาค่า CO2 เพื่อหาอัตราการสิ้นเปลืองจึงเกิดขึ้นประกอบกับในช่วงเวลานั้นท้องฟ้าอากาศแปรปรวนที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปรไป นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอีกนั่นแหละที่บอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะก๊าซ CO2 ถูกมนุษย์ปล่อยออกไปจากกิจกรรมต่างๆ (โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งทั้งบกเรือและอากาศ ฯลฯ แล้วก็มาถึงรถยนต์) รถยนต์จึงตกเป็น จำเลยของสังคมโลกในเรื่องของการปล่อยคาร์บอนออกสู่บรรยากาศ เมื่อรถยนต์ตกเป็นจำเลยก็เข้าเป้าของประชาคมโลกที่ต้องการรณรงค์ให้คนใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง
การเบนประเด็นจากให้ประหยัดซึ่งไม่ค่อยได้ผล (เพราะคนส่วนมากยังคิดอยู่ว่าฉันมีเงินเติมโดยเฉพาะคนที่มีฐานะแพงเท่าไรฉันก็ซื้อได้) การจับจุดหรือเบนประเด็นมาที่เรื่องสภาวะแวดล้อมจึงเกิดขึ้นเพราะเรื่องโลกร้อนอากาศแปรปรวนยากดีมีจนอยู่ที่ไหนก็กระทบไปหมด การกำหนดมาตรการในการลดใช้เชื้อเพลิงจึงถูกกำหนดเป็นขั้นเป็นตอนเริ่มตั้งแต่ EUI เป็นต้นมา ครับสัปดาห์หน้าจะพูดถึงว่าเทคโนโลยีสูงขึ้นจะทำให้รถยนต์แพงขึ้นนั้นจริงหรือไม่จริง



