
'คนกับคน-คนกับผี-คนกับธรรมชาติ'
หนังสือที่เธอถือมา : คนกับคน คนกับผี คนกับธรรมชาติ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
----------
๑.
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (๓๐ ตุลาคม)
ถ้าแบบหนังไทย ก็ชวนให้นึกถึง “๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑” ที่ว่าด้วยความเชื่อเรื่องพญานาคแม่น้ำโขง
ถ้าแบบฝรั่ง ก็ชวนให้นึกถึงเรื่องผีๆ วิญญาณๆ แบบ “วันฮาโลวีน” (๓๑ ตุลาคม)
ช่วงแรม ๑ ค่ำ-๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ คนไทยในหลายท้องถิ่นก็มีความเชื่อในเรื่องผีๆ วิญญาณๆ ดังที่มีพิธีทำบุญใน “วันสลากภัต หรือบุญข้าวสาก” ในชุมชนคนลาว “วันเบ็นตู๊จ-เบ็นธม” ในชุมชนคนเขมรแถวอีสานใต้ “วันชิงเปรต หรือบุญเดือนสิบ” ของชุมชนภาคใต้ ถ้าคนจีนในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ (๓๐ กันยายน) ก็เป็น “วันไหว้พระจันทร์” ซึ่งล้วนเกี่ยวกับเรื่องศรัทธาความเชื่อในมิติต่างๆ ที่แตกแขนงออกไป
พระจันทร์-ที่กำเนิดเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง หรือข้างขึ้นข้างแรมให้เรานับนั้น มีความมหัศจรรย์ในตัวเองมาแต่โบราณกาล พระจันทร์ดวงเดียวเกี่ยวข้องกับคนทั้งโลก ไม่ว่าจะฝรั่งๆ หรือไทยๆ
ผมชอบดูปฏิทิน ฝึกคำนวณวันเดือนปีข้างขึ้นข้างแรม พบอะไรที่สนุกๆ น่าค้นหามากมาย เพื่อนหลายคนแปลกใจถามทำนองว่า ความเชื่อเรื่อง “แซนโดนตา” ของชุมชนชาวเขมรแถวอีสานใต้ ทำไมละม้ายคล้ายกันกับเรื่อง “บุญเดือนสิบ” ของชุมชนบ้านเขาเองทางภาคใต้ ตรงนี้ก็เคยมีผู้อธิบายว่าอาจเป็นเพราะอิทธิพลของศาสนาพุทธ-พราหมณ์ ที่เผยแผ่จากอินเดียผ่านมาทางเขมร
ในช่วง “บุญเดือนสิบ” ของชาวภาคใต้ และ “แซนโดนตา” ของชาวอีสานใต้นั้น ทางประเทศกัมพูชาเองเขาก็มี “แซนโดนตา” ซึ่งถือเป็นวันสำคัญประจำชาติ ประกาศให้เป็นวันหยุด
๒.
“แซนโดนตา”-แซน คือ เซ่น, โดนตา คือ ยายตา หรือ บรรพบุรุษ (บางครั้งเขียนว่า “แซนโฎนตา”)
ผมค้นพบเอกสารสำเนาเก่าๆ ที่เพื่อนผม “นายมี หมั่นดี” เขียนเรื่อง “สารทเขมร-แซนโดนตา” ไว้ในหนังสือ “เมืองโบราณ” ประมาณปี ๒๕๔๒ ขออนุญาตนำบางตอนมาฝากอ่านตรงนี้ "ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนห้าถึงเดือนสิบนั้นเป็นช่วงฤดูฝน ชาวบ้านต้องทำมาหากิน ทำไร่ทำนา ครั้นเมื่อถึงราวกลางเดือนสิบ ข้าวกำลังออกรวง และลมก็กำลังเปลี่ยนทิศ ฤดูฝนกำลังจะเปลี่ยนเป็นฤดูหนาว ช่วงเวลานี้ชาวบ้านจะมีโอกาสได้พักผ่อนจากการทำไร่นา จึงเกิดมีพิธีกรรมที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับบรรพบุรุษ และมนุษย์กับธรรมชาติ ให้มีความลึกซึ้งและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น..."
"พิธีกรรมเหล่านี้เป็นการผสมผสานความเชื่อแต่โบราณของชาวบ้านในเรื่องผี วิญญาณ ธรรมชาติ ผสมผสานกับความเชื่อที่เข้ามาภายหลัง คือพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ ดังนั้น พิธีกรรม และการแสดงออกต่างๆ จึงเป็นการทำตามความเชื่อต่างๆ เหล่านั้นพร้อมๆ กันอย่างผสมกลมกลืน จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นพิธีกรรมความเชื่อแบบใด...”
"ดังนั้น วันแซนโดนตา จึงเป็นวันที่มีความหมายเป็นอย่างมาก ทั้งความหมายอย่างแคบและความหมายอย่างกว้าง ความหมายอย่างแคบก็คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดที่สุด และขยายวงไปสู่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องที่สนิทสนม รวมไปถึงมิตรสหายใกล้ชิดด้วย ส่วนความหมายอย่างกว้างนั้น หมายถึงการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยไม่เจาะจงว่าเป็นใคร เมื่อผสมผสานคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวบ้าน และความเชื่อทางพุทธศาสนา ตลอดจนศาสนาพราหมณ์ จึงกลายมาเป็นประเพณีที่ชาวบ้านยึดถือปฏิบัติกันจนทุกวันนี้ แม้รายละเอียดต่างๆ จะเลือนรางไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมแล้วก็ตาม..."
๓.
ผมเป็นคนอีสานที่เติบโตมากับวัฒนธรรมแบบเขมร แม้เกิดร้อยเอ็ด แต่รับวัฒนธรรมจากทางสุรินทร์ เป็นเหมือนลูกครึ่งทางวัฒนธรรม ทั้งภาษาลาว และภาษาเขมร ทั้งหมอลำ และกันตรึม
เพิ่งมีโอกาสได้กลับบ้านไป “แซนโดนตา” ในวัน “เบ็นธม” มา ไม่เพียงเซ่นผียายตา-การที่ญาติพี่น้องผู้แยกย้ายกันไปไกลได้กลับบ้านพร้อมหน้ากัน ก็เหมือนจิตวิญญาณในตัวคนเป็นๆ ได้กลับบ้านด้วย
ยังมีเรื่องจะเล่าต่อในสัปดาห์หน้าครับ
---------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : คนกับคน คนกับผี คนกับธรรมชาติ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)



