
สิ่งทอไทยปรับตัวรับแข่งขันดัน'ศูนย์ต้นคิด'
สิ่งทอไทย ปรับตัวรับแข่งขัน ดัน'ศูนย์ต้นคิด'เน้นสร้างสรรค์ : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ สุชาติ จันทรานาคราช
แม้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยจะได้รับการยอมรับด้านศักยภาพในการแข่งขัน แต่การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้บุคลากรและผู้ประกอบการ ยังถือเป็นเรื่องจำเป็น "ศูนย์ต้นคิด" จึงถูกก่อตั้งขึ้น มีเป้าหมายเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องนุ่งห่มไทยโดยเฉพาะ
สุชาติ จันทรานาคราช ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและมูลนิธิมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องนุ่มห่มไทย ให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยมุ่งเน้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการก่อตั้งศูนย์ต้นคิด ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจากสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) และได้รับความร่วมมือจากสมาคมสิ่งทอไทย
"ศูนย์ต้นคิด" จะเปิดให้บริการพัฒนาทักษะและภาคปฏิบัติ 4 โซน 7 ขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบผลิตภัณฑ์ การขึ้นต้นแบบ การลดเวลาและลดต้นทุนการผลิต โดยการให้คำปรึกษาแนะแนวทางแก่ผู้ประกอบการจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา จนได้มาเป็น "ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ” ที่จะนำไปสู่กระบวนการผลิตสินค้า สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้
“ศูนย์ต้นคิด มุ่งเน้นการจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการเรียนรู้ เข้าใจ ทำเป็น ทำเองได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรงยั่งยืน เนื่องจากมองว่าปัจจุบันค่าแรงแพงขึ้น ความได้เปรียบด้านค่าแรงของไทยหมดไปแล้ว หากสิ่งทอไม่ปรับตัวก็จะอยู่ไม่ได้ และความสามารถในการแข่งขันได้คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้า มีความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาสินค้าไปได้เรื่อยๆ อีกทั้งไทยผ่านจุดของความได้เปรียบด้านค่าแรงมาแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นอาจยังได้เปรียบด้านค่าแรงถูกอยู่ จึงถือว่าเราจัดตั้งศูนย์นี้ไม่ช้าเกินไปเพราะหลายประเทศยังไม่ได้เริ่มทำด้วยซ้ำ”
สำหรับการทำธุรกิจที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่คิดเอง ไม่มีผู้แนะนำ หากเข้ามาอยู่ในโครงการต้นคิด จะทำให้การคิดเป็นระบบมากขึ้น เบื้องต้นมีผู้ประกอบการเข้าโครงการแล้ว 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ เอสเอ็มอี และผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจ ในจำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกรายจะกลับออกไปพัฒนาสินค้าขายได้หมด แต่ศูนย์ต้นคิดตั้งเป้าผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ และทำต่อเนื่องไว้เพียง 20-30%
"ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการรายหนึ่ง ทำกระเป๋าใส่ไอแพด ทำกับเพื่อนจากประสบการณ์ความชอบ แต่พอมาเรียนรู้ในศูนย์ต้นคิด ทำให้สามารถต่อยอดรูปแบบการใช้งาน ดีไซน์ การเลือกใช้วัสดุต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ หรือรายที่ขายอุปกรณ์การชกมวย ซึ่งทำมานานแล้ว และเป็นการขายทางออนไลน์ แต่พอมาเรียนรู้ที่ศูนย์ก็มีการปรับกระบวนการความคิดใหม่ จากการทำขายเพื่อให้เก็บเป็นของที่ระลึก ก็ปรับเป็นการใช้งานจริง และใส่เป็นแฟชั่น มีการทำเป็นคอลเล็กชั่นสวยงามมากขึ้น เป็นต้น ศูนย์ยังเปิดรับผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติม โดยคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเกินไป และของบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มเติม คาดว่าอาจจะใช้เงินประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่มากหากเทียบกับการส่งออกสิ่งทอของไทยที่มีมูลค่าประมาณ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี"
ด้าน ปราโมทย์ วิทยาสุข ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ย้ำว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพราะการผลิตสิ่งทอในเมืองไทยได้รับการยอมรับในเชิงคุณภาพและต้นทุนที่ไม่สูง ทำให้มีการรับจ้างผลิตสินค้า โดยแบรนด์จากต่างประเทศจำนวนมาก แต่เมื่อความได้เปรียบด้านค่าแรงหมดไป โรงงานต่างๆ ก็อาจจะย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับการเปิดประตูสู่อาเซียน (เออีซี) ด้วย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว อยากให้เอสเอ็มอีไทยมองเห็นถึงความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
“ศูนย์ต้นคิดตอบโจทย์การเรียนรู้แบบพี่สอนน้อง เป็นโมเดลที่ต่างประเทศมีมานานแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ในแถบอาเซียนถือว่าเราล้ำหน้าประเทศอื่น เริ่มจากอบรมการเรียนรู้ของผู้ประกอบการ ก่อนจะขยายไปยังนิสิต นักศึกษา เราต้องต่อยอดผลิตภัณฑ์สิ่งทอให้ได้ โดยดูแบบของแบรนด์ ยูนิโคล่ ของญี่ปุ่นที่ตอนนี้ น่าจะกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว และกำลังมาบุกตลาดไทย หากแบรนด์ไทยไม่ปรับตัว ก็อาจจะถูกตีตลาดได้”
ด้าน สุกิจ คงปิยาจารย์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า การส่งออกสิ่งทอของไทยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ยังติดลบที่ 11.02% โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมติดลบถึง 11.8% จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้หลายประเทศรวมทั้งไทยได้รับผลกระทบเหมือนกัน ส่วนการจัดตั้งศูนย์ต้นคิดไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อช่วนผลักดันการส่งออกในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ แต่ถือเป็นการวางรากฐานและต่อยอดธุรกิจสิ่งทำในระยะ 2-3 ปีนับจากนี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยต้องปรับตัวด้านการผลิต รองรับการแข่งขันทางด้านการค้าของเออีซี
"ถ้าเราหันมาเน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ ก็จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ จากข้อมูลผู้ประกอบการส่งทอเครื่องนุ่งห่มที่มีประมาณหมื่นกว่าราย ส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของ และใช้วัตถุดิบในประเทศถึง 60-70% ทำให้รายได้จากการส่งออกกลับเข้ามาตกอยู่ในมือคนไทยจริง ไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่นำเข้ามาประกอบหรือผลิตเพื่อส่งออก ทำให้เม็ดเงินที่ตกถึงคนไทยจริงมีไม่ถึง 5%"
อย่างไรก็ตาม แม้เอกชนจะมีการปรับตัวเพื่อรับการแข่งขัน แต่ภาครัฐก็ต้องปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยด้วย เช่น สิทธิทางภาษี หรือจีเอสพี ของไทยกับสหรัฐ ที่ยังไม่มีการเจรจา ทำให้สินค้าของไทยไปสหรัฐต้องเสียภาษี 10-30% แข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ หรือจีเอสพีกับทางยุโรป ก็จะหมดลงในปี 2557 หากในระยะ 3 ปีนี้ ยังไม่ขยับ ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี อาจเหลือน้อยลง
.......................................................................
(สิ่งทอไทย ปรับตัวรับแข่งขัน ดัน'ศูนย์ต้นคิด'เน้นสร้างสรรค์ : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ สุชาติ จันทรานาคราช )



