
'กสทช.'เมินคลังติงประมูล3จีส่อฮั้ว
เลขาฯกสทช.เมินคลังติงประมูล 3 จีส่อฮั้ว ยันเป็นองค์กรอิสระ รัฐบังคับไม่ได้-ไม่ต้องทำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนรม. "สุริยะใส"เดินหน้าร้องปปช.-ผู้ตรวจฯสอบ
19ต.ค.2555 สำนักข่าวอิศรารายงานการให้สัมภาษณ์ของนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือ "ด่วนที่สุด" ที่ กค (กพวอ) 0421.3/42301 ลงวันที่ 18 ต.ค.2555 ถึงประธาน กสทช.ติงว่าการประมูลใบอนุญาตประกอบการ หรือไลเซ่นส์ คลื่นความถี่ 3 จี 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2555 ไม่มีการแข่งขันราคาอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 และอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือ “พ.ร.บ.ฮั้ว”
โดยนายฐากร กล่าวว่า กสทช.เป็น "องค์กรอิสระ" ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งป็นทรัพยากรของชาติ ขณะที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ได้กำหนดว่าผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ ต้องได้รับใบอนุญาตซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีการประมูล โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและเงื่อนไข ให้เป็นไปตามที่ กสทช.กำหนด โดยเงินที่ได้จากการประมูล เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วให้ส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน
“กสทช.จึงเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับของรัฐ และต้องดำเนินการการจัดสรรคลื่นความถี่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ โดยเฉพาะเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมิได้มีวัตถุประสงค์จะหารายได้เข้ารัฐเพียงประการเดียว แต่ให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับควบคู่กับประโยชน์ที่รัฐจะได้รับในจุดที่มีความสมดุล” นายฐากรกล่าว
นายฐากร กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการประมูลจึงได้กำหนดขั้นตอนและกระบวนการดำเนินการเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน โดยการดำเนินการนี้สอดคล้องกับระบบสากลที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เมื่อการประมูลได้ดำเนินการไปถูกต้องตามกฎหมาย หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดแล้ว จึงเป็นข้อยุติและจะต้องดำเนินการต่อไป
“วันนี้ สำนักงาน กสทช. ได้คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแล้ว โดยได้วงเงินจากการประมูลครั้งนี้จำนวน 41,625 ล้าน บาท และในขั้นต่อไปจะเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน โดยสำนักงาน กสทช. ได้ปรึกษากับประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และกรรมการ กทค.แล้วว่า จะดำเนินการลดอัตราค่าบริการค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงและข้อมูล ลงตามที่สำนักงาน กสทช. ได้ศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการไว้แล้ว ซึ่งจะได้นำเสนอที่ประชุม กทค.เพื่อประกาศกำหนดโดยเร็วต่อไป” นายฐากรกล่าว
เลขาธิการ กสทช.ยังเปิดเผยว่า ผู้ชนะการประมูลทั้ง 3 รายได้แจ้งมายัง สำนักงาน กสทช.แล้วว่า จะมาขอรับหนังสือแจ้งผลการประมูลในวันนี้ (19 ต.ค.2555) เมื่อได้รับหนังสือแล้วจะดำเนินการตามขั้นตอน ที่ต้องชำระค่าประมูล 50% พร้อมด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 90 วัน หรือคิดเป็นเงิน 22,269 ล้านบาท เมื่อได้รับเงินแล้วสำนักงาน กสทช.จะนำส่งเข้ากระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดินต่อไปทันที
ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวว่า อาการลุกลี้ลุกลนของกสทช.โดยเฉพาะในส่วนของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือกทค.ที่ใช้มติเสียงข้างมาก 4:1 รับรองการประมูลเพื่อเร่งรัดออกใบอนุญาต 3จี ให้เอกชนนั้น เป็นพฤติกรรมที่น่าเคลือบแคลสงสัย ทั้งที่การประมูลกำลังถูกสังคมวงกว้างตั้งคำถามว่ามีการฮั้วประมูลและทำให้ประเทศเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ทั้งนี้เหมือนมีการล็อกหรือเซ็ทอัพกระบวนการตั้งแต่ก่อนประมูลจนถึงขั้นตอนหลังประมูล โดยประมูลเสร็จวันเดียวรวบรัดลงมติรับรองและถัดมาอีกวันเอกชนทั้ง 3 รายก็เอาเงินค่าประมูลไปจ่ายทันที 50% โดยไม่สนใจหนังสือทักท้วงจากกระทรวงการคลังที่ระบุว่าการประมูลไม่มีการแข่งขันและทำให้รัฐเสียรายได้มหาศาล หรือแม้แต่นายณกฤช เศวตนันท์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.อ.เศรฐพงษ์ มะลิสุวรรณ ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ก็มีหนังสือแนะนำให้มีการประมูลใหม่เพราะเข้าข่ายฮั้วประมูล
โดยกทค.ทั้ง 4 คนไม่นำพาหรือทบทวนแต่อย่างใด ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการออกใบอนุญาต 3จี มีพิรุธไม่โปร่งใส ไม่สนใจหลักธรรมาภิบาลใดๆ อยากเรียกร้องให้ กสทช. เปิดเผยค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพนธ์การออกใบอนุญาต 3จี และค่าใช้จ่ายในวันประมูลทั้งหมดว่าเท่าไร เพราะมีข่าวว่า กสทช.บางคนลงทุนตกแต่งห้องทำงานส่วนตัวไปตั้งกว่า 4 ล้านบาท และอัพเกรดรถประจำตำแหน่งจากคันละ 3 ล้านบาทเป็น 5 ล้านบาท
ขอเตือนค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ที่รวบรัดวางเงินค่าประมูล 50% เท่ากับว่ากำลังเข้าไปมีส่วนร่วมกับการกระทำที่สังคมสงสัยและตั้งข้อสังเกตว่ามีการฮั้วประมูล 3จี กัน ซึ่งต้องรับผิดทางอาญา ตาม พรบ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พศ.2542 หรือพรบ.ฮั้วประมูล เพราะถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ต้องไม่ลืมว่า พรบ.ฮั้วประมูล ตามมาตรา 10 และ 11 ห้ามพฤติกรรมการฮั้วประมูลทั้งส่วนที่เป็นพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนด้วย
ทั้งนี้ในวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคมนี้ กลุ่มกรีนและเครือข่ายจะไปยื่นกล่าวโทษกสทช.และบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายว่ามีพฤติกรรมฮั้วประมูลหรือไม่ที่ปปช.และในวันเดียวกันก็จะยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งรัดใช้สิทธิทางศาลแทนประชาชนเพื่อร้องให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉินระงับการออกใบอนุญาต 3จี ไว้ก่อน
ศาลปกครองไม่รับฟ้องคดีระงับ3จีอีกคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรัณยู โพธิรัชตางกูร ตุลาการเจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2665/2555 ที่นายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข สมาชิกเครือข่ายโทรคมนาคม ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องเจ้าหน้าที่ละเลยตามที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติหน้าที่ล้าช้าเกินสมควร และทำการละเมิด จากกรณีที่ กสทช. ผู้ถูกฟ้องละเลยไม่คำนึงถึง แนวคิดโครงการ 3 จี - 200 ที่จะให้มีการกำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูง ในการใช้โทรศัพท์ระบบ 3 จี อัตรา 200 บาทต่อเดือน และหากใช้ไม่ถึง 200 บาท ให้ผู้ใช้บริการได้จ่ายราคาตามจริง



