ไลฟ์สไตล์

ลืมขนาดไหน...เข้าขั้นอัลไซเมอร์

ลืมขนาดไหน...เข้าขั้นอัลไซเมอร์

17 ต.ค. 2555

โรคความจำเสื่อม เป็นปัญหาที่คุกคามคนไทย โดยระยะหลังเริ่มพบโรคนี้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลง ชี้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ และกลัวการรักษา จนปล่อยให้โรคลุกลามเกินเยียวยา

 ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์จะเริ่มเกิดตั้งแต่ช่วงอายุ 40-65 ปี ซึ่งในเมืองไทยตอนนี้มีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ถึงเกือบ 2 ล้านคน โดยโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม เกิดจากจากความผิดปกติของเซลล์สมองถูกทำลาย สาเหตุ เช่น การเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย พันธุกรรม อุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง โรคการติดเชื้อของสมอง โรคทางกายที่มีผลกระทบต่อเซลล์สมอง เป็นต้น
 การเกิดโรคจะเริ่มต้นจากการที่ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติทางความจำต่อมาเริ่มมีอาการหลงลืมหรือความจำถดถอยเล็กน้อยจนกระทั่งความจำเริ่มถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการสมองเสื่อมอย่างชัดเจนโดยเริ่มมีผลกระทบต่อการดำเนินในชีวิตประจำวัน
 โรคอัลไซเมอร์จะมีระยะเวลาการก่อโรคนาน 15-20 ปี กว่าจะมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน การแสดงอาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้าๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจากภาวะปกติที่ผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติเรื่องความจำแต่เริ่มมีการสะสมของสารเบต้าอมีลอยย์ในสมองต่อมาเมื่อมีการสะสมของสารตัวนี้มากขึ้นเรื่อยจะเริ่มมีการทำลายของเซลล์สมอง การที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการความจำถดถอยเกิดขึ้นเป็นผลจากการสะสมของสารเบต้าอมีลอยย์มาแล้ว 10-15 ปี ต่อมาผู้ป่วยถึงจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยและรักษาทำได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเพิกเฉยคิดว่าความผิดปกติทางความจำเล็กน้อยไม่ได้เป็นอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม และความไม่เข้าใจที่ว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เริ่มเกิดในคนสูงอายุและเป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และต้องทานยาอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
 อาการหลงๆ ลืมๆ ผิดปกติ เช่น ลืมทานยาประจำตัว ลืมปิดเตาแก๊ส ลืมกุญแจ ลืมปิดประตูบ้าน ลืมปิดไฟ ลืมทำในสิ่งที่เคยทำในชีวิตประจำต่างๆ มากขึ้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ ใครบอกอะไรไปแล้วไม่จำซึ่งแต่ก่อนไม่เป็น นึกชื่อสิ่งของไม่ออกว่าชื่ออะไร ภาวะอาการการนอนผิดปกติ หรือเห็นภาพหลอน ควรรีบพบแพทย์ระบบประสาททันที เพื่อตรวจหาสาเหตุแต่เนิ่นๆ
 ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก มีการตรวจความผิดปกติของสมองด้วยเครื่อง PET Scan หรือการสแกนด้วยรังสี เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางสมอง ข้อมูลทางคลินิก การตรวจเรื่องความจำและผลจาการตรวจทาง PET scan จะสามารถยืนยันความผิดปกติได้ถูกต้องได้ถึง >90% การที่ผู้ป่วยรู้ตัวล่วงหน้าว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมในอนาคต จะช่วยให้ผู้ป่วยวางแผนปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยเน้นการบริหารสมองด้วยการอ่านหนังสือ เล่นเกมที่อาศัยการคิดคำนวณ การพบปะพูดคุยเข้าสังคม ทั้งหมดที่สามารถช่วยชะลอ หรือทุเลาอาการเสื่อมที่จะเกิดขึ้นได้
 พ.อ.นพ.สามารถ ราชดารา แพทย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ข้อมูลเสริมว่า แต่เดิมนั้นจะรู้จักการใช้เครื่อง PET Scan ว่ามีไว้สำหรับการรักษาโรคมะเร็ง แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ที่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องรุนแรงและน่ากลัว ซึ่งความจริงนั้นเวชศาสตร์นิวเคลียร์จะช่วยให้การวินิจฉัยและรักษาโรคที่ต้องใช้สารกัมมันตรังสีต่างๆ มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยจะใช้ปริมาณรังสีให้น้อยที่สุดผู้ป่วยแต่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย
 เวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ก็คือ การนำนิวเคลียร์เทคโนโลยี เช่น สารเภสัชรังสีชนิดต่างๆ เช่น F-18(Fluorine-18), C-11 (Carbon-11), N-14 (Nitrogen-14), O-15 (Oxygen-15) นำมาสังเคราะห์รวมกับสารที่มีลักษณะเดียวกับสารชีวเคมีในร่างกาย เช่น น้ำตาล, กรดอะมิโน ฉีดหรือรับประทานเข้าร่างกายของผู้ป่วยเพื่อดูการทำงานของระบบและอวัยวะในร่างกาย สารเภสัชรังสีนี้จะแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดและเนื้อเยื่อ โดยกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ของร่างกาย
 ปัจจุบันสามารถนำมาวินิจฉัยโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ด้วย เครื่อง PET Scan คือการวัดการทำงานของเซลล์สมอง จากระดับกลูโคสหรือน้ำตาลในสมองซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นชัดเจนในผู้ป่วยความจำเสื่อม แสดงภาพได้ทั้งในแบบ 2 และ 3 มิติ ซึ่งผลของภาพถ่ายที่แสดงจะให้สีที่แตกต่างชัดเจนในบริเวณที่มีปัญหา หรือมีแนวโน้มที่จะพบภาวะเสื่อมได้ในอนาคต
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719