
ลุยปักกิ่งแกะรอยแมนจูดูวิถีเมืองใหม่
ร่วมก๊วนลุย'ปักกิ่ง-เสิ่นหยาง'แกะรอยแมนจู-ดูวิถีเมืองใหม่ เรื่อง-ภาพ... ธานี กุลแพทย์
ผ่านไปด้วยดีกับมิตรภาพแห่งความสุข ภายใต้คอนเซ็ปต์ "แกะรอยแมนจู แอบดูหลุมหลบภัย ชมความศิวิไลซ์เมืองหลวงจีน" อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ของทีมงานอาศรมสยาม-จีนวิทยา ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยการของ สุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฯ และ บัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฯ ที่ต้องการเปิดมุมมอง โลกทัศน์ของชนชาติจีนแผ่นดินใหญ่แก่คณะสื่อมวลชนในการท่องกรุงปักกิ่ง-เสิ่นหยาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ช่วงวันที่ 6-10 กันยายน ที่ผ่านมา
ความรู้เสี้ยวหนึ่งในภาคประวัติศาสตร์ของจีนแผ่นดินใหญ่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ซึ่งทุกคนได้รับตลอดทริปนี้ ต้องปรบมือให้ทีมงานอาศรมสยามฯที่นำโดย ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผจก.ทั่วไป ธัญญา วินัยสวัสดิ์ ,ธานี ลิมปนารมณ์ เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านการประชาสัมพันธ์ และ ผศ.ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมเดินทางไปในฐานะวิทยากร ร่วมส่งมอบความรู้ ความบันเทิง ภายใต้บริบทประวัติศาสตร์จีน 2 เมือง ให้กับเหล่าคณะร่วมก๊วนรวม 18 ชีวิต ได้ความรู้แบบเต็มร้อย ชนิดไม่ไล่ ไม่เลิก
ทริปแห่งความรู้ ความสบายๆ ในสไตล์แกะรอยแมนจูเริ่มเมื่อเดินทางถึงสนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง เวลาราว 15.30 น.ก่อนเคลื่อนคณะด้วยรถบัสปรับอากาศสู่ตัวเมืองหลวง ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย สภาพการจราจรที่ตัดขัดหนัก ระยะทางกว่า 20 กม.เพื่อรับประทานอาหารเย็นในแบบฉบับความอร่อยสไตล์จีน ซึ่งหนึ่งในเมนูเด็ดนั้นหนีไม่พ้นเป็ดปักกิ่ง และปิดท้ายชุมชื่นด้วยน้ำชาจีนขนานแท้ ก่อนย้ายเข้าพักที่โรงแรมซัน เวิล์ด (SUNWORLD DYNASTY HOTEL) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนั้น
เปิดความสุขวันที่สอง ด้วยหลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม คณะได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน ที่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมเมื่อปีที่ผ่านมาหลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ ใช้เวลานานถึง 3 ปีเต็ม ด้วยงบฯ 2,500 ล้านหยวน หนึ่งในพิพธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเก็บสะสมโบราณวัตถุกว่า 1 ล้านชิ้น ด้วยเป็นอาคารสูง 4 ชั้น พื้นที่รวม 191,900 ตรม.มีห้องจัดแสดงผลงาน 49 ห้อง มีโรงฉายภาพยนตร์ 800 ที่นั่ง หอประชุมใหญ่ 300 ที่นั่ง และสตูดิโอพื้นที่ 600 ตรม.
จากนั้นตามโปรแกรมจะต้อง เข้าชมเมืองใต้ดินกรุงปักกิ่ง ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1969 ตามคำสั่งของประธานเหมาในยุคของสงครามเย็นระหว่างจีนและอดีตสหภาพโซเวียตที่ใช้แรงงานคนนับหมื่นคนช่วยกันสร้างและใช้เวลานานถึง 10 ปีเต็ม ความยาวของอุโมงค์กว่า 30 กม.กินเนื้อที่ 85 ตร.กม. ความลึกขุดด้วยมือ 8-18 เมตร ขณะที่ภายในสูง 3 เมตร เป้าหมายบรรจุคนได้ 3 แสนคน ทว่า โปรแกรมนี้ต้องงดไปเนื่องด้วยพายุฝนที่ได้กระหน่ำกรุงปักกิ่งช่วงก่อนหน้านั้น ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าในอุโมงค์ ทางการจีนได้สั่งปิดบริการเพื่อซ่อมแซม
ก่อนที่ช่วงบ่ายหลังรับประทานอาหารมื้อเที่ยง คณะได้เดินทางสู่สนามบินนานาชาติปักกิ่งอีกครั้ง เพื่อบินตรงสู่เสิ่นหยาง เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งในภาคอีสานของจีน โดยใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนแวะรับประทานอาหารเย็น และเข้าพักที่โรงแรม JIANHUI JUNYUE GRAND HOTEL เกือบ 4 ทุ่มเวลาท้องถิ่น
ทว่า ก่อนหน้าจะผ่านด่านตรวจสู่เมืองเสิ่นหยาง ต้องขอบอกว่าระบบการรักษาความปลอดภัยของเขาเข้มงวดมากๆ เพราะนอกจากจะเข้าเครื่องตรวจร่างกายชนิดล้วงกันถึงลำไส้แล้ว ฟากฝั่งของกระเป๋าสัมภาระต่างๆ ต้องเข้าเครื่องตรวจกันอยู่นาน อย่างคณะของเรากว่าจะผ่านด่านตรวจตรงนี้ไปได้ต้องรอนานเป็นชั่วโมง เนื่องจากหลายๆ ท่าน ต้องเปิดปิดกระเป๋าถึง 5-6 ครั้ง เพราะเครื่องไม่ยอมให้ผ่านไปได้
จากการสอบถามล่ามประจำคณะบอกเนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใหญ่ ประชาชนมาก และสิ่งที่จีนหวั่นเกรงมากที่สุดตอนนี้คือ ปัญหาชนกลุ่มน้อยที่ต้องการจะเล็ดลอดออกมาเรียกร้องสิทธิ์ในรูปแบบต่าง ทั้งเผาตัวเอง เดิน ขบวน ฯลฯ ดังนั้น ด่านตรวจก่อนขึ้นเครื่องในทุกๆเมือง จึงต้องเข้มข้นแบบสุดขั้ว
รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 3 หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ก็เข้าเที่ยวชม พระราชวังเสิ่นหยางกู้กง ก่อสร้างปี 1625 แล้วเสร็จปี 1636 เป็นพระราชวังแห่งแรกของราชวงศ์ชิง โดยเป็นที่ประทับของหนูเอ่อร์ฮาซื่อ ผู้สถาปนาราชวงศ์ชิง หรือ ราชวงศ์แมนจู ท่ามกลางบรรยากาศที่โปรยปรายไปด้วยสายฝนอันชุ่มฉ่ำ ซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าชมของพี่น้องชาวจีน และนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนนับพันคน
อย่างไรก็ตาม ในทุกพื้นที่ ทุกตรอก ซอกซอย ภายในอาณาบริเวณพระราชวังแห่งนี้ ยังซ่อนไว้ซึ่งกลิ่นอายวัฒนธรรม ประเพณี ของชาวแมนจูให้ชาวเราได้สัมผัสกันอย่างดื่มด่ำตลอด 2 ชั่วโมงของการเข้าเยี่ยมชม ก่อนคณะของเราจะกลับออกมาซึ่งก็เป็นช่วงมื้อเที่ยงพอดี
บ่ายวันนั้น จึงต่อด้วยการไปชม ตลาดการค้าส่งเสื้อผ้าอู่อ้าย คล้ายๆ กับย่านมาบุญครองบ้านเรา มีอาคารใหญ่มาก สูง 4 ชั้น เรียงกันเป็นแนวยาว 4-5 อาคาร เปิดให้บริการตั้งแต่เช้ามืด และปิดร้านช่วงบ่ายแก่ๆ ถือเป็นตลาดค้าส่งที่มีชื่อเสียงและเป็นแหล่งค้าส่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
ดังนั้น ไม่ต้องถามว่าคลื่นมหาชนพี่น้องชาวจีนจะมากมายแค่ไหนในแต่ละวัน ยิ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง นั่นเป็นเรื่องปกติ ทว่า ที่ไม่ปกติสำหรับหูของเราก็คือกระบวนการค้าขายสินค้า การต่อรองราคา จะดังลั่นไปทั่วอาณาบริเวณ แข่งกันตะเบ็งลำคอเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ ซึ่งนั่นเป็นเทคนิคการค้าขาย แต่สำหรับเราแล้วรู้สึกถึงความน่าปวดหัว น่ารำคาญ แกมจะเป็นไข้ขึ้นมารุมๆ ทีเดียว และก็ให้ฉุกคิดว่าที่บ้านเราเรื่องแบบนี้อบอุ่นกว่าหลายร้อยเท่าจริงๆ
เช่นเดียวกับภาคการจราจรบริเวณหน้าตลาดแห่งนี้ ที่ไม่มีสะพานลอยข้ามถนน 6 เลนส์ไปยังอีกฟากฝั่ง อันเต็มไปด้วยร้านอาหารอินเตอร์อย่าง แมคโดนัล ดันกิ้นโดนัท พิชซ่า ฮัท หรือประเภทร้าน Junk Foods ทั้งหลาย สถานที่สิงสถิตของบรรดาวัยรุ่นจีนที่กำลังเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่นักวิชาการบ้านเราหลายท่าน บอกเป็นภาวะเศรษฐกิจแบบ “สามล้อถูกหวย” อะไรทำนองนั้น
ด้วยไม่มีสะพานลอย มีเฉพาะแต่ทางม้าลาย ผู้คนซึ่งจะข้ามถนนจึงต้องชิงไหวชิงพริบ จับจังหวะกับผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ ที่ดูเหมือนต่างไม่ยอมกัน ฉันก็จะข้าม ฉันก็จะรีบไป บีบแตรกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว บรรยากาศการดูสับสนวุ่นวาย บางจังหวะออกอลหม่านด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกับภาวะเฉียดที่จะเกิดอันตรายแก่ผู้คนที่ใช้ทางม้าลาย
คณะของเราอยู่ที่ตลาดแห่งนี้ราว 2 ชั่วโมง ก่อนบ่ายหน้า ชมหมู่บ้านโบราณซินเล่อ ที่นักโบราณคดีได้ค้นพบปี 1973 โดยขุดพบวัตถุโบราณจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นของโบราณยุคหินใหม่ อายุ 7,200 ปี อาทิ อำพัน จิตรกรรมแกะสลักไม้ อีกทั้ง พบว่าพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์เป็นหมู่บ้านที่รุ่งเรือง ในสังคมระบบแม่หรือผู้หญิงเป็นใหญ่ ที่ยังคงไว้ซึ่งร่องรอยวัฒนธรรมค่อนข้างสมบูรณ์
ก่อนรับประทานอาหารมื้อเย็น และเข้าพักที่โรงแรมเดิม คณะของเราได้แวะที่ศูนย์กลางของเมืองเสิ่นหยาง ย่านธุรกิจ คล้ายๆเซนเตอร์พอยต์บ้านเราที่ตลอดแนวยาวของถนนเกือบ1 กม.เพื่อสำหรับประชาชนได้เดินช็อปปิ้ง ดูกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ชมดนตรี ฯลฯ ขณะที่สองฟากฝั่งถนน จะถูกโอบล้อมด้วยอาคาร สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรมระดับอภิมหาโปรเจคมากมาย
เช้าวันรุ่งขึ้น คณะของเราต้องบินกลับกรุงปักกิ่ง ดังนั้น การทำเวลาจึงต้องเป๊ะนิดหนึ่ง เพราะหลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็รีบออกจากที่พักกันเลยมุ่งสู่สนามบินกรุงเสิ่นหยาง เดินทางกลับถึงกรุงปักกิ่งในช่วงเที่ยงกว่าๆ
ก่อนภาคบ่ายจะเข้าชม วัดลามะ วัดของศาสนาพุทธนิกายทิเบตอันเลื่องชื่อ ครอบคุลมพื้นที่กว่า 6 หมื่น ตรม.สร้างขึ้นปี ค.ศ.1694 ตำหนักต่างๆ มีกว่า 1,000 ห้อง แต่เดิมบริเวณวัดเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิยงเจิ้งก่อนจะขึ้นครองราชย์ เมื่อขึ้นครองราชย์จึงยกที่ดินครึ่งหนึ่งสร้างเป็นวัดให้พระลามะธิเบตนิกายหมวกเหลือง ต่อเมื่อจักรพรรดิหยงเจิ้งสวรรคต เฉียนหลงพระโอรสซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา จึงพระราชทานที่ดินทั้งหมดให้เป็นของวัดในปัจจุบัน
เยี่ยมชมวัดลามะแห่งนี้อยู่ราว 2 ชั่วโมง จากนั้นคณะก็มุ่งสู่โรงละครแห่งชาติจีน เพื่อชมโชว์ ชุดหน้ากากทองคำ ที่มีแรงบันดาลใจจากโบราณสถานซานซิงตุยอันลึกลับในมณฑลเสฉวน รอบ 17.30 น. ซึ่งไม่ผิดหวังสำหรับคนชอบดูโชว์อย่างเรา เพราะการเล่าเรื่องที่ผ่านตัวละครเกือบ 100 ชีวิต ในรูปการแสดงกายกรรมที่อ่อนช้อย บวกจินตลีลาอันสวยงาม ผสานธรรมชาติแสง สี เสียง เสมือนจริงบนเวทีอันกว้างใหญ่ที่ใช้ระบบไฮโดรลิกสลับเวที สลับฉาก ชนิดที่สะกดอารมณ์คนดูได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด ตลอดกว่าหนึ่งชั่วโมง นับว่าคุ้มค่าเม็ดเงินต่อรอบ/คน ราวๆ 1,250 บาท
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าในสิ่งที่ดีๆ ก็มีสิ่งที่ไม่สวยงามอยู่บ้าง โดยเฉพาะในแง่ของคนดูที่ยังมีบรรยากาศของการไม่เกรงใจผู้ชมคนอื่นๆ การนั่งชมของผู้ชมแถวหลังที่แทบจะเอาเท้ามาพาดบ่าเรา หรือการคุยกันด้วยซุ่มเสียงที่ดังลั่น การใช้มือถือถ่ายการแสดงบนเวทีที่ทางโรงละครห้ามเป็นเด็ดขาด เพราะเป็นการล้วงลับถึงสิทธิทางปัญญาก็มีนับสิบรายกระทำเช่นนั้น แม้ว่าเจ้าหน้าที่ได้พยายามยิงแสงเลเซอร์เข้าไปที่มือถือ หรือวีดีโอที่ผู้ชมคนนั้นพยายามแอบถ่ายทำก็ตาม กลายเป็นว่าแทนที่เราจะได้ดูโชว์แบบเต็มร้อย บางจังหวะกลับต้องมานั่งหลบแสงเลเซอร์ และฝ่าเท้าของผู้ชมแถวหลังที่ไม่รู้จะมาพาดบ่าเราเมื่อไหร่!
ทว่า ก็เป็นเพียงชั่วโมงเศษๆ กับบรรยากาศหลากรส หลายอารมณ์ของการชมโชว์ ก่อนที่คณะจะไปรับประทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านบุฟเฟต์นานาชาติ Goldden Jaguar อันเลื่องชื่อของมหานครปักกิ่ง ซึ่งพวกเราใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ชิมความอร่อยที่มีนับพันเมนูจากทั่วโลก ก่อนเข้าพักยังโรงแรม Sunworld Dynasty Hotel โรงแรมเดิมที่คณะของเราเข้าพักวันแรก ในเวลา 3 ทุ่มเศษ
รุ่งขึ้นของวันอำลาแดนมังกร เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยในเวลา 9 โมงเศษ คณะของเราปิดท้ายทริปนี้ด้วยมุ่งสู่ยังตลาดรัสเซีย หรือที่คนจีน เรียกว่า "ซิ่วสุ่ยเจีย" แหล่งขายสารพัดสินค้า “เลียนแบบ” แบรนด์เนมชั้นนำหลากยี่ห้อจากทั่วทุกมุมโลก
ที่ตลาดแห่งนี้ แม้จะพูดภาษาจีนไม่ได้ ก็สามารถช้อปได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ นอกจากจะพูดภาษาจีนแล้ว หลายคนยังพูดภาษาอังกฤษ รัสเซียได้ ส่วนภาษาไทยก็พูดได้ในบทสนทนาง่ายๆ เช่น "สวัสดี" "ขอบคุณ" อีกทั้ง ประโยคที่ใช้ซื้อขายอย่าง "ลดได้อีก" "อยากได้ราคาเท่าไร"
การค้าขายของตลาดแห่งนี้ อย่างที่เราได้ยินกิตติศัพท์การสับขาหลอกกันอยู่บ่อยๆ จะได้เห็นการชิงไหวชิงพริบ ลีลา ความอดทนของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แย่งกันกดเครื่องคิดเลข ต่อรองกันไปมา หรือไม่ก็เห็นแทรคตริกของลูกค้าที่ทำทีไม่ซื้อ แล้วเดินหนีให้คนขายตามง้อกลับดังนั้น ขอเตือนผู้ที่ไม่ชอบการต่อรอง แนะนำว่าไม่เหมาะกับตลาดแห่งนี้
อีกทั้ง หน้าร้านใคร หน้าร้านมัน ห้ามพ่อค้าแม่ค้าจากร้านอื่นรุกล้ำไปแย่งลูกค้าโดยเด็ดขาด มิฉะนั้น มีโทษไล่ออกจากตลาดสถานเดียว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเห็นพ่อค้าแม่ค้ายื้อยุดฉุดกระชากตัวลูกค้า ดักหน้า ดักหลัง ไม่ให้มีโอกาสได้ออกจากร้าน เพื่อที่จะขายสินค้าให้ได้ โดยไม่มีพ่อค้า แม่ค้ารายอื่นมาแย่งลูกค้า
ดังนั้น บทสรุปของการได้มาซึ่งสินค้าแบรนด์เนม (เลียนแบบ) ที่ตลาดแห่งนี้คือการวัดใจผู้ขายกับผู้ซื้อว่าใครจะใจถึง ใจแข็ง ใจเด็ดมากกว่ากัน ซึ่งคณะของเราต้องใช้กลยุทธ์หลายกระบวนท่ากว่าจะได้มาซึ่งสินค้า (เลียนแบบ) อยู่หลายชิ้น ชนิดได้ยินเสียงโหวกเหวกไล่หลังตามมา ก่อนจะยกคณะกลับออกมาเพื่อปิดท้ายทริปนี้ด้วยอาหารกลางวันอันสุดแสนอร่อยเมนูพื้นเมือง ที่ใช้เวลาทานจำกัด เพียง 45 นาที
เมื่อต่างอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้าในเวลาอันจำกัด คณะของเราก็บ่ายหน้าสู่สถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อมุ่งสู่สนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง และกลับถึงประเทศไทยด้วยสวัสดิภาพ
.......................................
(หมายเหตุ ร่วมก๊วนลุย'ปักกิ่ง-เสิ่นหยาง'แกะรอยแมนจู-ดูวิถีเมืองใหม่ เรื่อง-ภาพ.... ธานี กุลแพทย์)



