
'พนิตา'รับปากช่วยแก้ปัญหา'AIT'
นศ. AIT ยื่นหนังสือ ปลัดศธ. ช่วยแก้ปัญหา หลังสถาบันฯประกาศใช้กฎบัตรใหม่ หวั่นถูกเพิกถอนปริญญา ด้าน "พนิตา" รับปากช่วยเต็มที่ในฐานะศิษย์เก่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 ต.ค. 55 นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย หรือ AIT (Asia Institute of Technology) ประมาณ 30 คน นำโดย นายอมรพล ช่างสุพรรณ นักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการจัดการ ในฐานะผู้ประสานงานนักศึกษาไทย เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้แก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อของสถานบัน AIT ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ปริญญาบัตรของนักศึกษาที่จบการศึกษาหลัง เดือนมกราคม พ.ศ. 2555 ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า สถาบัน AIT บริหารจัดการภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย พ.ศ.2510 และ มีการออกกฎบัตรมาใช้ เพื่อให้ AIT ที่มีฐานะสถาบันระหว่างประเทศ สามารถปฏิบัติงานในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความเห็นชอบกฎบัตรฉบับ พ.ศ.2510 ไว้
แต่สถาบันมีการประกาศใช้กฎบัตรฉบับใหม่ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2555 กฎบัตรฉบับใหม่นี้ ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย โดยกฤษฎีกาตีความแล้วว่า ประเทศไทยรับรองเฉพาะกฎบัตรฉบับเก่า ขณะที่กระทรวงต่างประเทศ (กต.) ก็มีหนังสือลงวันที่ 13 กันยายน 2555 แจ้งมายัง นายซาอิด อิรานดุ๊ส อธิการบดี สถาบัน AIT ว่า รัฐบาลไทยไม่รับรองกฎบัตรฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลให้ปริญญาบัตร ของนักศึกษาที่ได้รับอนุมัติจากสภาบริหาร AIT ไม่ได้รับการรับรองจาก ก.พ.ตามไปด้วย อันเป็นผลสืบเนื่องจากประเด็นสถานภาพทางกฎหมายของสถาบัน นักศึกษาจึงกังวลว่าข้อคิดเห็นจาก กต. จะส่งผลกระทบต่อบรรดาผู้สำเร็จการศึกษา หลังเดือนมกราคม 2555 เป็นต้นไป ซึ่งตั้งแต่หลัง ม.ค. 55 มีผู้เข้ารับปริญญาบัตรไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 1 รุ่น
นายอมรพล กล่าวต่อว่า ปริญญาบัตรที่นักศึกษาได้รับเมื่อเดือนมิ.ย.นั้น ออกภายใต้กฎบัตรใหม่ แต่ได้รับการรับรองจาก ก.พ.ไปแล้ว เพราะก.พ.ยังไม่รู้ว่า AIT ประกาศใช้กฎบัตรฉบับใหม่ แต่เชื่อว่า เมื่อกระทรวงต่างประเทศมีข้อคิดเห็นออกมาเช่นนี้ ก.พ.จะต้องเพิกถอนการรับรองปริญญาบัตรอย่างแน่นอน เชื่อว่าขณะนี้คงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเพิกถอนอยู่ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเอง (สกอ.) ได้แสดงความคิดเห็นกับนักศึกษาที่ได้รับทุนของสกอ.ไปขอคำปรึกษาว่า ขอให้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยแทน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการรับทุนภายหลัง อย่างไรก็ตาม ขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศไทยให้ความเห็นว่า จะไม่รับรองกฎบัตรฉบับใหม่ มีผลให้ปริญญาบัตรไม่ได้รับการรับรองตาม แต่ทางอธิการบดีกลับพูดแค่ว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ไม่ได้การชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา ทำให้นักศึกษาที่เรียนอยู่และเพิ่งรับปริญญาไปมีความกังวลใจอย่างมาก
"นักศึกษาอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อโดยตรงคือ ศธ.และกระทรวงต่างประเทศ เข้ามาช่วยเคลียร์เรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ซึ่งนักศึกษาคงไม่ไปก้าวล่วงว่าจะต้องใช้กฎบัตรฉบับเก่าหรือมใหม่ แต่ขอแค่ว่า จะใช้กฎบัตรฉบับไหนก็ขออย่าให้เกิดผลกระทบกับนักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยที่มาเรียน AIT จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ข้าราชการ ซึ่ง จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษาไปแสดงต่อหน่วยงาน ขณะเดียวกันนักศึกษารุ่นต่อไปก็กำลังจะเข้ารับปริญญาในเดือนธันวาคมนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ควรจะต้องมีความชัดเจนก่อนวันที่ 1 ธันวาคม และจริงๆ แล้วเรื่องนี้ยิ่งปล่อยนานไปปัญหายิ่งบานปลาย เมื่อข่าวแพร่ออกไป บางมหาวิทยาลัยเริ่มลังเลที่จะรับบัณฑิตจากที่นี่เข้าไปเป็นอาจารย์ หรือแม้แต่ไปสมัครงานทั่วไปบริษัทต่างๆ ก็เริ่มลังเลเช่นกัน และไม่ใช่นักเรียนไทยเท่านั้น นักศึกษาต่างชาติก็เริ่มไม่พอใจ เพราะมีความวิตกว่า ถ้าประเทศไทยปฏิเสธปริญญาจากที่นี่แล้วประเทศอื่นๆ ก็อาจไม่รับรองปริญญาตาม ดังนั้นอยากให้อธิการบดีมาหารือกับทางรัฐบาลไทยเพื่อหาทางให้รัฐบาลไทยรับรองปริญญาให้ได้"
นายอมรพล กล่าวต่อว่า แม้นักศึกษาจะไม่สามารถออกมาเรียกร้องในส่วนการบริหารงาน ของมหาวิทยาลัยได้ แต่นักศึกษาบางส่วนก็มีข้อสงสัยว่า มีความจำเป็นใดที่ AITจะต้องประกาศใช้กฎบัตรใหม่ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย หากมหาวิทยาลัยกลับไปใช้กำบัตรเก่าปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรองปริญญา หรือเงินทุนสนับสนุน ที่ผ่านมาภายใต้กฎบัตรเก่ารัฐบาลไทยได้ให้เงินสนับสนุนแก่ AIT เฉพาะทุนการ ศึกษาประมาณ 49 กว่าล้าน และรัฐบาลไทยถือเป็นประเทศที่สนับสนุนงบประมาณให้ AIT รายใหญ่สุด แต่เมื่อประกาศใช้กฎบัตรใหม่ ที่รัฐบาลไทยไม่รับรองแล้ว รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถสนับสนุนทางการเงินได้อีก ขณะที่สถาบันเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่จำเป็นต้องใช้เงินในการ บูรณะซ่อมแซมกว่า 290 ล้านบาท ปัจจุบันตนเชื่อในข่าวที่ว่า AIT มีปัญหาการเงินอย่างหนัก เงินที่มีอยู่เพียงพอที่จะจ้างอาจารย์และบุคลากรได้แค่เดือนมกราคม 2556 เท่า นั้น เรื่องนี้ทำให้นักศึกษาวิตกกันมาก และบางส่วนก็วิตกกันว่า มีความพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขให้สถาบันมีปัญหาการเงินอย่างหนักเพื่อนำไป สู่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนจากต่างชาติ เข้ามาร่วมบริหารจัดการหรือไม่ อีก ทั้งกฎบัตรฉบับใหม่ก็เปิดทางให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนได้ง่ายมากขึ้น แต่วัตถุประสงค์ในการตั้งสถาบัน AIT นั้นเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เมื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมบริหารจัดการวัตถุประสงค์นี้อาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะธรรมชาติของภาคเอกชนคือการแสวงหากำไร แต่ขณะนี้อธิการเองก็ยังไม่มีคำชี้แจงในเรื่องนี้
ด้านนางพนิตา กล่าวว่า ได้ออกมารับเรื่องดังกล่าว และพร้อมจะนำเข้าที่ประชุม เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป และอยากให้นักศึกษากลับบ้านไปอ่านหนังสือไม่ต้องมานั่งร้องไห้ เนื่องจากตนก็เป็นศิษย์เก่าสถาบัน AIT เช่นกัน
--------------------
(ขอบคุณเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม : 12102527 -
http://www.youtube.com/watch?v=bTVa5aKaCns&feature=youtu.be)



