ไลฟ์สไตล์

ดันทุรัง'จำนำข้าว'ระวังตายตอนจบ!

ดันทุรัง'จำนำข้าว'ระวังตายตอนจบ!

15 ต.ค. 2555

ดันทุรังเดินหน้ารับจำนำข้าว ระวัง 'พระเอกตายตอนจบ' : รายงานพิเศษ : โดย...ดลมนัส กาเจ

           แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับวินิจฉัยคำร้อง "จำนำข้าว" ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามคำร้องของ นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และคณะ รวม 146 รายชื่อ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพิจารณายับยั้งและยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าโครงการดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 43 และ 84 (1) โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า เป็นกรณีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับผู้ร้องยังมิใช่เป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันสืบเนื่องมาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมิใช่เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ คำร้องนี้จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ก็ตาม แต่ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชัดเจนว่า เป็นการตกไปในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกรณีดังกล่าวศาลวินิจฉัยชัดว่าไม่มีอำนาจพิจารณา 

 

           นั่นแปลว่า คณะของนักวิชาการจากสถาบันนิด้ายื่นคำร้องผิดช่องทาง ตามที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัย เท่ากับยื่นผิดศาล ทางหัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญจึงแนะว่า ผู้ร้องต้องไปศึกษาว่า นโยบายดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาขององค์กรใด และหากองค์กรนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวขัดต่อรัฐธรรมนูญก็สามารถส่งเรื่องต่อมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปได้

           อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลดำเนินโครงการรับจำข้าว จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 43 และ 84 (1) หรือไม่ แต่โดยหลักการสากลโลกที่มีการปฏิบัติในการที่จะแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำต้องอยู่ในกรอบที่องค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ กำหนดคือใช้งบประมาณในการแทรกแซงหรือยุงราคาไม่เกินครั้งละ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของปัจจัยการผลิตจำพวกปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เป็นต้น หากดำเนินการผิดจากนี้ไปมักจะได้รับการตักเตือนจากองค์การการค้าโลกทันที จะเห็นได้จากกรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นก็เคยใช้นโยบายประชานิยมในการแก้ปัญหาราคาตกต่ำในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว แต่ในที่สุดต้องยุติลง เพราะถูกตักเตือนมาจากองค์การการโลกนั่นเอง

           นายเคนจิ มิโน ที่ปรึกษาบริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยกอุทาหรณ์ให้แก่สื่อมวลชนจากประเทศไทยฟังในระหว่างที่ไปเยี่ยมโรงงานผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรของคูโบต้า ที่โรงงานอุสึโนมิยะ เมืองอุสึโนมียะ จ.โทะชิงิ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ประเทศญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำเช่นกัน เนื่องจากคนญี่ปุ่นหันไปบริโภคอาหารประเภทอื่นแทนข้าว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืชผัก ผลไม้ และอาหารของชาวตะวันตก ทำให้เกษตรกรชาวนาประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ รัฐบาลประชาธิปไตยญี่ปุ่นใช้นโยบายคล้ายกับนโยบายประชานิยม คือให้เกษตรกรที่ชี้แจงถึงราคาต้นทุนในการปลูกข้าว รัฐบาลจึงรับซื้อในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาต้องตลาด แต่ถูกตำหนิจากองค์การการค้าโลก รัฐบาลจึงใช้วิธีใหม่ในลักษณะคล้ายกับประกันรายได้ คือเกษตรขายได้เท่าไร คำนวณแล้วขาดทุนเท่าไร รัฐบาลจึงนำเงินเข้าบัญชีให้เกษตรกรเป็นการชดเชยตามความเป็นจริงของแต่ละราย เพื่อจะให้เกษตรกรชาวนาญี่ปุ่นอยู่ได้ 

           สอดคล้องกับแนวคิดของ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ที่ดูแลและติดตามนโยบายด้านการเกษตร บอกว่า โครงการรับจำนำที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดหลักการ ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่รับจำนำข้าวเกินกว่าราคาจริงในท้องตลาดถึง 1 เท่าตัว คือราคาต้นทุนประมาณอยู่ที่ตันละ 7,000 บาท ราคาขายจริงอยู่ที่ 1-1.2 หมื่นบาท แต่รัฐบาลรับจำนำสูงถึงตัน 1.5 หมื่นบาท หรือ 800 ดอลลาร์ และข้าวหอมมะลิที่ตันละ 2 หมื่นบาท ทำให้ราคาข้าของไทยสูงที่สุดในโลก แต่ราคาส่งออกจริงอยู่ที่ราว 420 ดอลลาร์ เท่ากับรัฐบาลต้องขาดทุนตันละ 380 ดอลลาร์ ขณะที่เวียดนาม อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ราคาถูกกว่า ถือว่าเป็นการทำลายระบบกลไกด้านการตลาดที่ไม่ใครทำ ที่สำคัญเรากำลังทำลายข้าวคุณภาพของไทยอีกด้วย

           "รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพ แต่เรากลับมารับจำนำในราคาเดียวกัน แล้วเอาข้าวอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิ ข้าวที่ใช้สารเคมีทั่วไปมาปะปนในโกดังเดียวกัน และอีกอย่างหนึ่ง การเอาข้าวหอมมะลิเก็บไว้นาน กลิ่นหอมจะไม่มี จะเห็นได้ว่า จากการประมูลข้าวหอมมะลิในตลาดโลกที่ราคาประมูลตั้งที่ตันละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ข้าวหอมมะลิของไทยราคาอยู่ที่ตันละเพียง 800 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เพราะความหอมก็หายไป" รศ.สมพร กล่าว

           นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ สะท้อนให้เห็นผลเสียที่ตามมาจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทยอีกว่า ปัจจุบันรัฐบาลอ้างว่าได้ขายข้าวระบบจีทูจีกับหลายประเทศ ซึ่งไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงมีน้อยเพียงใด เพราะขณะนี้ข้าวที่เก็บไว้จะล้นสต็อกแล้ว และอีกไม่นานข้าวนาปีก็จะเก็บเกี่ยว ตามด้วยข้าวนาปรังที่จะเริ่มปลูกในเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่จะถึงนี้ หากไม่มีการระบายจะเอาโกดังเก็บข้าวมาจากไน เพราะทุกวันนี้การระบายข้าวเป็นเพียงแค่ตักน้ำออกจากโอ่ง คือเอาข้าวส่วนหนึ่งที่จะขายให้ผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น 

           "ผมมองแล้วอันตรายมาก เพราะตามหลักการที่องค์การการค้าโลกกำหนดไว้ให้แทรกแซงราคาสินค้าเป็นครั้งคราวในวงเงินไปเกิน 2.5 หมื่นบ้านบาท แต่ของเราปาไปกว่า 2.4 แสนบาท ตอนนี้เรายังไม่ผิดเต็มร้อย แต่เรากำลังก้าวขาสู่ความผิดไปข้างหนึ่งแล้ว ที่เราไม่ผิด เพราะข้าวยังอยู่ในกำมือของรัฐบาล เมื่อไม่มีไซโลหรือโกดังที่จะเก็บไว้ก็ต้องระบาย หากรัฐบาลระบายข้าวออกสู่ตลาดในปริมาณที่เกินความต้องการจะทำให้ตลาดโลกเกิดความปั่นป่วน ราคาข้าวตกต่ำ ตรงนี้ถือว่ามีความผิดของกฎดับเบิลยูทีโอจะเกิดขึ้น และเราก็มีสิทธิ์ที่จะถูกประเทศคู่แข่ง ทั้งเวียดนาม อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ฟ้องแน่นอน" นักวิชาการท่านนี้กล่าว

 

           ก็สะท้อนให้เห็นว่า การที่รัฐบาลยังดันทุรังเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าว ท่ามกลางการคัดค้านของหน่วยงานอิสระ นักวิชาการ ในที่สุดแล้วประเทศไทยไม่เพียงแต่จะประสบความหายนะจากการขาดทุนจากการขายข้าวนับแสนๆ ล้านบาท แล้วไทยอาจกลายเป็นจำเลยในสายตาของประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออกในฐานะที่ละเมิดกลไกการตลาดและกฎกติกาของดับเบิลยูทีโออีกด้วย

 

 

--------------------

(ดันทุรังเดินหน้ารับจำนำข้าว ระวัง 'พระเอกตายตอนจบ' : รายงานพิเศษ : โดย...ดลมนัส  กาเจ)